ไฟล์ข้อสอบเพียวๆ
ลิงก์ต้นฉบับชุดที่ 1 : ข้อ 1 - 10
สารชีวโมเลกุล • เซลล์ข้อที่ 1. ข้อใดคือ Monosaccharide ที่มีคาร์บอน 6 อะตอม
✓ ข. Galactose และ Glucose: เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) ที่มีคาร์บอน 6 อะตอม (Hexose) มีสูตรทางเคมีคือ C6H12O6 ซึ่งเซลล์นำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก
✗ ก. Sucrose และ Deoxyribose: Sucrose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide) ที่เกิดจากกลูโคสรวมกับฟรุกโทส ส่วน Deoxyribose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวแบบ Pentose (มีคาร์บอน 5 อะตอม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบในโครงสร้างของ DNA
✗ ค. Fructose และ Lactose: Fructose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีคาร์บอน 6 อะตอมจริง แต่ Lactose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เกิดจากกลูโคสรวมกับกาแล็กโทส (พบมากในน้ำนม)
✗ ง. Maltose และ Ribose: Maltose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เกิดจากกลูโคส 2 โมเลกุล ส่วน Ribose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวแบบ Pentose (คาร์บอน 5 อะตอม) ที่เป็นโครงสร้างหลักของ RNA
ข้อที่ 2. ข้อใดคือ Polysaccharide ที่มีโครงสร้างโมเลกุลแบบโซ่ตรง
✓ ง. Cellulose: เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่เกิดจากกลูโคสมาต่อกันเป็นสายยาวตรง (Straight chain) ไม่มีการแตกกิ่งก้านสาขา โดยเชื่อมกันด้วยพันธะ β−1,4−glycosidic ทำให้สายเซลลูโลสเรียงชิดกันแน่น เป็นองค์ประกอบหลักที่ให้ความแข็งแรงแก่ผนังเซลล์พืช
✗ ก. Maltotriose: เป็นคาร์โบไฮเดรตสายสั้น (Oligosaccharide) ที่ประกอบด้วยกลูโคสเพียง 3 โมเลกุล ไม่ใช่พอลิแซ็กคาไรด์สายยาว
✗ ข. Glycogen: เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่สะสมในเซลล์สัตว์ (ตับและกล้ามเนื้อ) มีโครงสร้างแบบแตกกิ่งก้านสาขามากที่สุด (Highly branched) เพื่อให้เอนไซม์เข้าสลายเป็นน้ำตาลเพื่อดึงพลังงานไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว
✗ ค. Amylopectin: เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของแป้ง (Starch) ที่สะสมในพืช มีโครงสร้างแบบแตกกิ่งก้านสาขา (Branched chain)
ข้อที่ 3. ข้อใดคือโครงสร้างพื้นฐานของกรดอะมิโนที่ทำให้กรดอะมิโนบางชนิดมีคุณสมบัติมีขั้ว
✓ ค. หมู่ R (Side Chain): กรดอะมิโนทั้ง 20 ชนิดในธรรมชาติจะมีความแตกต่างกันที่โครงสร้างของ "หมู่ R" นี่เอง หากหมู่ R มีธาตุออกซิเจน (O), ไนโตรเจน (N) หรือซัลเฟอร์ (S) เป็นองค์ประกอบ มักจะทำให้กรดอะมิโนชนิดนั้นแสดงสมบัติมีขั้ว (Polar) หรือแตกตัวมีประจุได้
✗ ก. หมู่ Carboxylic และ ✗ ข. หมู่ Amine: หมู่คาร์บอกซิล (แสดงสมบัติเป็นกรด) และหมู่อะมิโน (แสดงสมบัติเป็นเบส) เป็นโครงสร้างแกนกลางพื้นฐานที่กรดอะมิโนทุกชนิดต้องมีเหมือนกัน จึงไม่ใช่ส่วนที่ใช้จำแนกคุณสมบัติความมีขั้วเฉพาะตัวของกรดอะมิโนแต่ละชนิด
✗ ง. พันธะไกลโคซิดิก (Glycosidic Bond): เป็นชื่อเรียกพันธะเคมีที่เชื่อมระหว่างโมเลกุลของน้ำตาลในคาร์โบไฮเดรต ไม่ใช่โครงสร้างของกรดอะมิโน (กรดอะมิโนเชื่อมกันด้วยพันธะเพปไทด์)
ข้อที่ 4. ข้อใดคือโปรตีนที่ช่วยสะสมธาตุเหล็ก
✓ ข. Ferritin: ทำหน้าที่เป็นโปรตีนสะสม (Storage protein) จับและเก็บรักษาธาตุเหล็กไว้ภายในเซลล์ (เช่น ตับ ม้าม) อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้ธาตุเหล็กอิสระไปทำปฏิกิริยาเกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ
✗ ก. Glucagon และ ✗ ง. Insulin: ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็น "ฮอร์โมน" จากตับอ่อนเพื่อควบคุมสมดุลน้ำตาลในเลือด โดย Glucagon ทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาล ส่วน Insulin ทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาล
✗ ค. Transferrin: เป็นโปรตีนในพลาสมาที่ทำหน้าที่ขนส่ง (Transport) ธาตุเหล็กไปตามกระแสเลือดเพื่อนำไปส่งให้เซลล์ต่างๆ ไม่ใช่โปรตีนสำหรับสะสม
ข้อที่ 5. ข้อใดไม่ใช่ Steroid
✓ ค. Geraniol: จัดเป็นสารประกอบอินทรีย์ในกลุ่มเทอร์พีน (Terpene) ซึ่งมักพบเป็นองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยของพืช (เช่น น้ำมันกุหลาบ น้ำมันตะไคร้) โครงสร้างโมเลกุลไม่ได้มีวงแหวนคาร์บอน 4 วงแบบสเตอรอยด์
✗ ก. Cholesterol: เป็นลิพิดกลุ่มสเตอรอยด์ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์สัตว์ ช่วยรักษาความคงตัวของเยื่อหุ้มเซลล์ และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สเตอรอยด์ตัวอื่นๆ
✗ ข. Testosterone: เป็นฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานพัฒนามาจากคอเลสเตอรอล จึงจัดอยู่ในกลุ่มสเตอรอยด์
✗ ง. Cortisol: เป็นฮอร์โมนตอบสนองต่อความเครียด สร้างจากต่อมหมวกไตส่วนนอก (Adrenal cortex) จัดเป็นฮอร์โมนกลุ่มสเตอรอยด์เช่นกัน
ข้อที่ 6. ข้อใดคืออนุพันธ์ของ Purine
✓ ง. Adenine และ Guanine: เป็นเบสไนโตรเจนกลุ่มพิวรีน (Purine) ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ โครงสร้างประกอบด้วยวงแหวนคาร์บอนควบไนโตรเจนแบบวงแหวนคู่ (Double ring) คือวงหกเหลี่ยมเชื่อมติดกับวงห้าเหลี่ยม
✗ ก. Guanine และ Uracil, ✗ ข. Cytosine และ Uracil, ✗ ค. Thymine และ Adenine: เบส Cytosine (C), Thymine (T) และ Uracil (U) จัดอยู่ในกลุ่มไพริมิดีน (Pyrimidine) ซึ่งมีโครงสร้างเป็นวงแหวนเดี่ยว (Single ring) ขนาดเล็กกว่า
ข้อที่ 7. ข้อใดเป็นความสำคัญของกระบวนการ Crossing over ในการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ระยะ Prophase I
✓ ก. เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์: การเกิด Crossing over คือเหตุการณ์ที่นอนซิสเตอร์โครมาทิด (Non-sister chromatid) ของฮอมอโลกัสโครโมโซม (Homologous chromosome) มาไขว้ทับและแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนดีเอ็นเอกัน ทำให้ยีนเกิดการจัดเรียงตัวรูปแบบใหม่ (Recombination) เซลล์สืบพันธุ์ที่ได้จึงมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำเดิม
✗ ข. ลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง: การลดจำนวนชุดโครโมโซม (จาก 2n เป็น n) เกิดขึ้นจากการดึงแยกฮอมอโลกัสโครโมโซมออกจากกันในระยะ Anaphase I ไม่ใช่ผลลัพธ์ของกระบวนการ Crossing over
✗ ค. ป้องกันความผิดปกติของโครโมโซม และ ✗ ง. เพิ่มความแข็งแรงของโครโมโซม: ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ Crossing over และโครโมโซมไม่ได้มีความทนทานหรือแข็งแรงขึ้นในเชิงกลไกจากกระบวนการนี้
ข้อที่ 8. เมื่อศึกษาการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสในเซลล์ที่มีจำนวนโครโมโซม 2n=24 พบว่ามีความผิดปกติที่ทำให้โครโมโซมแท่งหนึ่งไม่แยกจากกันในระยะแอนาเฟส I ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับเซลล์ลูกที่เกิดขึ้น
✓ ข. เซลล์ลูกจะมีจำนวนโครโมโซม n=11 และ n=13 อย่างละ 2 เซลล์: ในสภาวะปกติ เซลล์ 2n=24 เมื่อแบ่งไมโอซิสเสร็จจะได้เซลล์ลูก 4 เซลล์ที่มี n=12 แต่เมื่อเกิดความผิดปกติแบบ Nondisjunction ในระยะ Meiosis I โครโมโซมคู่หนึ่งจะไม่แยกกันและถูกดึงไปขั้วเดียวกันหมด ส่งผลให้เซลล์ลูกทั้ง 4 ผิดปกติทั้งหมด แบ่งเป็นเซลล์ที่ได้รับโครโมโซมเกินมา (n+1 = 13) จำนวน 2 เซลล์ และเซลล์ที่โครโมโซมขาดหายไป (n-1 = 11) จำนวน 2 เซลล์
✗ ก. เซลล์ลูกทั้งหมดจะมีจำนวนโครโมโซม 2n=24: ผิด เพราะการแบ่งแบบไมโอซิสต้องมีการลดชุดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง
✗ ค. เซลล์ลูกจะมีจำนวนโครโมโซม n=12 ทั้ง 4 เซลล์: นี่คือผลลัพธ์ของการแบ่งเซลล์แบบปกติที่ไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น
✗ ง. เซลล์ลูกจะมีจำนวนโครโมโซม n=12 จำนวน 2 เซลล์ และ n=13 กับ n=11 อย่างละ 1 เซลล์: เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อความผิดปกติ (Nondisjunction) ไปเกิดในระยะ Meiosis II ซึ่งซิสเตอร์โครมาทิดไม่ยอมแยกจากกัน
ข้อที่ 9. ข้อใดเป็นลักษณะของเซลล์โพรคาริโอต (Prokaryotic cell) ที่แตกต่างจากเซลล์ยูคาริโอต อย่างถูกต้องที่สุด
✓ ก. มีไรโบโซม (Ribosome) แต่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส: เซลล์โพรคาริโอต (เช่น แบคทีเรีย) ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส สารพันธุกรรมจึงขดตัวลอยอยู่ในไซโทพลาซึมบริเวณที่เรียกว่า นิวคลีออยด์ (Nucleoid) และไม่มีออร์แกเนลล์ชนิดที่มีเยื่อหุ้มเลย มีเพียงออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้มคือ ไรโบโซม (ขนาด 70s) เพื่อทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน
✗ ข. มี DNA อยู่ในนิวคลีออยด์ แต่ไม่มีออร์แกเนลล์ใดๆ: ผิดตรงข้อความที่ว่า "ไม่มีออร์แกเนลล์ใดๆ" เพราะโพรคาริโอตยังมีไรโบโซมอยู่
✗ ค. มีผนังเซลล์แต่ไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์: ผิดอย่างยิ่ง เซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก รวมถึงโพรคาริโอต จำเป็นต้องมีเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) เสมอ
✗ ง. มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และไมโอซิส: ผิด เซลล์โพรคาริโอตมีการเพิ่มจำนวนด้วยการแบ่งเซลล์แบบ Binary Fission
ข้อที่ 10. ส่วนประกอบใดของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นโครงสร้างหลักและช่วยในการคัดเลือกสารที่ผ่านเข้าออกเซลล์
✓ ก. ฟอสโฟลิพิด (Phospholipid): เรียงตัวกันเป็น 2 ชั้น (Phospholipid bilayer) โดยหันส่วนหัวที่ชอบน้ำออกและหันส่วนหางที่เกลียดน้ำเข้าหากัน โครงสร้างชั้นไขมันนี้เป็นเสมือนกำแพงหลักที่คัดกรองสาร (Semi-permeable membrane) ทำให้สารโมเลกุลขนาดใหญ่หรือสารที่มีประจุไฟฟ้าไม่สามารถผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ
✗ ข. โคเลสเตอรอล: แทรกตัวอยู่ระหว่างหางของฟอสโฟลิพิด ทำหน้าที่ควบคุมความเหลว (Fluidity) และรักษาความยืดหยุ่นของเยื่อหุ้มเซลล์ ไม่ใช่โครงสร้างหลักในการคัดเลือกสาร
✗ ค. ไกลโคโปรตีน: ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ (Cell-cell recognition) หรือเป็นตัวรับสัญญาณที่เยื่อหุ้มเซลล์ด้านนอก
✗ ง. โปรตีนแทรก (Integral protein): ทำหน้าที่เป็นช่องทาง (Channel) หรือตัวพา (Carrier) ลำเลียงสารเฉพาะชนิดเข้าออกเซลล์ แต่โครงสร้างภาพรวมที่กั้นบริเวณเซลล์ทั้งหมดคือชั้นฟอสโฟลิพิด
ชุดที่ 2 : ข้อ 11 - 20
DNA • Cell cycle • Biotechnologyข้อที่ 11. กระบวนการถอดรหัส (Transcription) เกิดขึ้นที่ใด
✓ ค. นิวเคลียส: ในเซลล์ยูคาริโอต (Eukaryote) ดีเอ็นเอ (DNA) จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในนิวเคลียส การคัดลอกรหัสพันธุกรรมจากสาย DNA เพื่อสร้างเป็นสาย mRNA (กระบวนการ Transcription) จึงต้องเกิดขึ้นภายในนิวเคลียสเท่านั้น
✗ ก. ไรโบโซม: เป็นสถานที่เกิดกระบวนการ "แปลรหัส (Translation)" ซึ่งเป็นการนำ mRNA ที่สร้างเสร็จแล้วมาอ่านรหัสเพื่อสังเคราะห์เป็นสายโปรตีน
✗ ข. ไมโทคอนเดรีย และ ง. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม: ER (แบบขรุขระ) เป็นที่เกาะของไรโบโซมเพื่อสร้างโปรตีนส่งออกนอกเซลล์ ไม่ใช่จุดที่เกิดการถอดรหัสหลักของเซลล์
สำหรับเซลล์โพรคาริโอต (แบคทีเรีย) ที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส กระบวนการ Transcription และ Translation จะเกิดขึ้นใน "ไซโทพลาซึม" พร้อมๆ กันเลย เรียกว่ากระบวนการแบบ Coupled transcription and translation
ข้อที่ 12. ขั้นตอนใดของวัฏจักรเซลล์ที่มีการจำลอง DNA
✓ ข. S phase (Synthesis phase): เป็นระยะที่มีการสังเคราะห์หรือจำลองดีเอ็นเอ (DNA Replication) ทำให้ปริมาณสารพันธุกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (จากโครโมโซมแท่งเดี่ยว กลายเป็นโครโมโซมที่มี 2 ซิสเตอร์โครมาทิด)
✗ ก. G1 phase: ระยะก่อนสร้าง DNA เซลล์จะเติบโตและสร้างโปรตีน/ออร์แกเนลล์เพื่อเตรียมพร้อม
✗ ค. G2 phase: ระยะหลังสร้าง DNA เซลล์เตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย สร้างโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการแบ่งเซลล์ (เช่น Tubulin)
✗ ง. M phase (Mitotic phase): ระยะที่มีการแบ่งนิวเคลียส (แยกโครมาทิด) และแบ่งไซโทพลาซึม
ระยะ G1, S และ G2 รวมเรียกกันว่า Interphase ซึ่งเป็นระยะที่เซลล์ใช้เวลาอยู่ยาวนานที่สุดในวัฏจักรเซลล์
ข้อที่ 13. องค์ประกอบใดในสายดีเอ็นเอที่สามารถเกิดปฏิกิริยากับสาร Electrophile ซึ่งจะนำไปสู่การเสื่อมสภาพของโมเลกุลดีเอ็นเอได้
✓ ก. Adenine: เป็นเบสไนโตรเจน (Nitrogenous base) สารกลุ่ม Electrophile (สารที่ชอบอิเล็กตรอน) จะวิ่งเข้าหาบริเวณที่มีความหนาแน่นของอิเล็กตรอนสูง ซึ่งอะตอมของไนโตรเจน (N) และออกซิเจน (O) ในวงแหวนของเบส (เช่น อะดีนีน กวานีน) มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอยู่ จึงตกเป็นเป้าหมายหลักของการถูกโจมตีทางเคมี ทำให้โครงสร้างเบสเปลี่ยนไป
✗ ค. Ribose sugar และ ง. Phosphate group: น้ำตาลและหมู่ฟอสเฟตเป็นโครงสร้างแกน (Backbone) ที่ค่อนข้างเสถียร ไม่ใช่เป้าหมายหลักของ Electrophile เท่ากับตัวเบส
เมื่อเบสถูกทำลายหรือเปลี่ยนโครงสร้าง (เช่น การเติมหมู่ Alkyl) จะทำให้เกิดการเข้าคู่เบสผิดพลาด (Mispairing) ระหว่างการจำลอง DNA นำไปสู่การกลายพันธุ์ (Mutation) หรืออาจทำให้เซลล์กลายเป็นมะเร็งได้
ข้อที่ 14. การสกัดดีเอ็นเอจากพืชโดยใช้สารสกัดที่ความเข้มข้นของเกลือสูง จะทำให้ได้ดีเอ็นเอเกลียวคู่ออกมาอยู่ในรูปแบบใด
✓ ก. A-form: เมื่อ DNA อยู่ในสภาวะที่ขาดน้ำ (Dehydrated) หรืออยู่ในสารละลายที่มี ความเข้มข้นของเกลือสูงมาก โครงสร้างเกลียวคู่จะหดสั้นลงและอ้วนขึ้น เปลี่ยนจากรูปแบบปกติมาเป็น A-form
✗ ข. B-form (ในโจทย์พิมพ์ ข. ซ้ำ): เป็นรูปแบบปกติของ DNA ที่พบในสิ่งมีชีวิตทั่วไป (สภาวะที่มีน้ำและเกลือสมดุล) ตามแบบจำลองของ Watson & Crick
✗ ข. Z-form: เป็น DNA เกลียวเวียนซ้าย (Left-handed) ที่มีรูปร่างซิกแซก พบในบริเวณที่ลำดับเบสมี C และ G สลับกันซ้ำๆ
A-form และ B-form เป็นเกลียวเวียนขวา (Right-handed helix) เหมือนกัน แต่ A-form จะมีร่องกว้าง (Major groove) ที่แคบและลึกกว่า B-form
ข้อที่ 15. เพระเหตุใดโมเลกุลดีเอ็นเอจึงมีความเหมาะสมที่จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมมากกว่าโมเลกุลโปรตีน
✓ ก. คุณสมบัติสำคัญที่สุดของสารพันธุกรรมคือต้อง "จำลองตัวเองได้อย่างแม่นยำ (Replication)" โครงสร้างเกลียวคู่ (Double helix) ของ DNA อนุญาตให้เบสจับคู่กันอย่างจำเพาะ (A-T, C-G) ทำให้เมื่อแยกสายออก แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็น "แม่แบบ (Template)" เพื่อสร้างสายใหม่ที่เหมือนเดิมทุกประการได้ ซึ่งโปรตีนไม่มีโครงสร้างที่เป็นแม่แบบในการคัดลอกตัวเองแบบนี้ได้
✗ ข. โมเลกุลของดีเอ็นเอทั้งหมดมีความเสถียรทนทานมากกว่าโปรตีนซึ่งเกิดจากพันธะโควาเลนต์ที่มีความแข็งแรง: แม้ DNA เสถียร แต่โปรตีนก็มีพันธะโคเวเลนต์ (พันธะเพปไทด์) ที่แข็งแรงเช่นกัน เหตุผลนี้จึงไม่ใช่นัยสำคัญหลัก
ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เคยเถียงกันว่าโปรตีนหรือ DNA คือสารพันธุกรรม จนกระทั่ง การทดลองของ Hershey และ Chase (ใช้ไวรัสแบคเทอริโอฟาจติดฉลากกัมมันตรังสี) พิสูจน์แน่ชัดว่า DNA คือสารที่ถูกส่งเข้าไปในแบคทีเรียเพื่อถ่ายทอดพันธุกรรม ไม่ใช่โปรตีน
ข้อที่ 16. เพราะเหตุใด DNA polymerase จึงสามารถสังเคราะห์ดีเอ็นเอได้จากทิศทาง 5 ไป 3 เท่านั้น
✓ ก. เอนไซม์ DNA polymerase ต้องการ หมู่ไฮดรอกซิลอิสระที่ปลาย 3' (-OH group) ของสาย DNA แม่แบบเพื่อใช้สร้างพันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์ (Phosphodiester bond) ไปจับกับหมู่ฟอสเฟตที่ตำแหน่ง 5' ของนิวคลีโอไทด์ตัวใหม่ที่วิ่งเข้ามา ทำให้สาย DNA ใหม่ยาวออกไปทางปลาย 3' เสมอ (ทิศ 5' -> 3')
✗ ข. เพราะ DNA polymerase มี proofreading activity...: หน้าที่ Proofreading (ตรวจสอบความผิดพลาด) ทำงานในทิศ 3' -> 5' (Exonuclease activity) ไม่ใช่สาเหตุหลักของทิศทางการสร้างสาย
✗ ค. เพราะ DNA polymerase ใช้ nucleoside ที่มี น้ำตาล ribose...: DNA ต้องใช้น้ำตาล "Deoxyribose" ไม่ใช่ "Ribose" (Ribose เป็นของ RNA)
การบังคับสร้างทิศ 5' -> 3' ทำให้เกิดสายนำ (Leading strand) ที่สร้างต่อเนื่อง และสายตาม (Lagging strand) ที่ต้องสร้างเป็นท่อนสั้นๆ เรียกว่า Okazaki fragments
ข้อที่ 17. 5-bromouracil เป็น Base analogue มีโครงสร้างคล้าย Thymine... จะมีผลต่อสายดีเอ็นเอ ยกเว้นข้อใด
สาร 5-bromouracil (5-BU) เป็นสารเคมีที่มีหน้าตาคล้ายเบส T (Thymine) มากจน DNA polymerase สับสนหยิบไปต่อในสาย DNA แทนเบส T
✗ ก. สามารถสร้างพันธะไอโดรเจนกับอะดีนีนได้: (เป็นผลที่เกิดขึ้นจริง) ปกติ 5-BUในรูป Keto จะจับคู่กับ A เหมือนที่ T ทำปกติ
✗ ข. การเข้าคู่เบสผิดพลาดเกิดกลายพันธุ์ได้: (เป็นผลที่เกิดขึ้นจริง) 5-BU สามารถสลับร่างเป็น Enol form ซึ่งจะไปจับคู่ผิดกับเบส G ทำให้เกิดการกลายพันธุ์แทนที่คู่เบส (Point mutation)
✗ ง. DNA polymerase สามารถนำนิวคลีโอไทด์ตัวถัดไปมาต่อเป็นสายยาวได้: (เป็นผลที่เกิดขึ้นจริง) 5-BU ไม่ใช่ตัวตัดจบสาย (Chain terminator) เอนไซม์ยังสามารถต่อสายดีเอ็นเอต่อไปได้เรื่อยๆ
✓ ค. (ข้อนี้คือข้อยกเว้น): การแทรกตัวของ 5-BU ทำให้เกิดเพียง Point mutation แต่ ไม่ได้ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของโครงสร้างสายดีเอ็นเอเกลียวคู่ (Structural distortion) อย่างรุนแรงเหมือนรังสี UV ที่ทำให้เกิด Thymine dimer
ข้อที่ 18. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของ Regulatory sequences ได้อย่างอย่างถูกต้อง
✓ ก. มี TATA box ให้ RNA polymerase และ Transcription factors มาจับ: TATA box เป็นส่วนหนึ่งของลำดับควบคุมที่เรียกว่า Promoter ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เครื่องจักรในการถอดรหัสเข้ามาเกาะ
✓ ข. มี sequence ที่เรียกว่า Enhancer ช่วยเพิ่มการ Transcription: Enhancer เป็นลำดับดีเอ็นเอควบคุม (Regulatory sequence) ที่อยู่ไกลออกไป ทำหน้าที่จับกับโปรตีน Activator เพื่อกระตุ้นให้อัตราการถอดรหัส (Transcription) เกิดได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
✗ ค. มี Rut sequence ช่วยหยุดการเกิด Transcription: Rut sequence เกี่ยวข้องกับการหยุดสร้าง RNA แบบอาศัยโปรตีน Rho (Rho-dependent termination) ในแบคทีเรีย ซึ่งจัดเป็น Terminator sequence มากกว่าจะเป็น Regulatory sequence ในความหมายทั่วไป
ข้อที่ 19. ข้อใดเป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดของเอนไซม์ตัดจำเพาะ
✓ ก. บริเวณตัดจำเพาะมีลำดับเบสเป็น Palindromic sequence: เอกลักษณ์ของเอนไซม์ตัดจำเพาะ (Restriction enzyme) คือจะจดจำและตัดตรงบริเวณที่มีลำดับเบสแบบพาลินโดรมเท่านั้น (หมายถึง การอ่านรหัสจากทิศ 5' ไป 3' ของทั้งสองสายจะได้ลำดับเบสที่เหมือนกันเป๊ะ เช่น 5'-GAATTC-3' และ 3'-CTTAAG-5')
✗ ค. ตัดแล้วทำให้เกิด Blunt end เท่านั้น: ผิด เอนไซม์บางชนิดตัดแล้วได้ปลายทู่ (Blunt end) บางชนิดตัดแล้วได้ปลายเหนียว (Sticky end)
✗ ง. เป็นเอนไซม์ Exonuclease: ผิด เอนไซม์ตัดจำเพาะจัดเป็น Endonuclease เพราะตัดดีเอ็นเอจาก "ภายในสาย" ไม่ใช่ตัดเล็มจากปลายสาย (Exo = นอก)
เอนไซม์ตัดจำเพาะค้นพบครั้งแรกในแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น "ภูมิคุ้มกัน" ไว้ตัดทำลาย DNA ของไวรัสที่แปลกปลอมเข้ามาในเซลล์
ข้อที่ 20. เอนไซม์ชนิดใดที่สามารถต่อสายดีเอ็นเข้าด้วยกันเมื่อเกิดรอยขาด
✓ ง. DNA ligase: ทำหน้าที่เปรียบเสมือน "กาว" เชื่อมรอยแหว่ง (Nick) ระหว่างท่อนดีเอ็นเอ (เช่น เชื่อม Okazaki fragments) โดยสร้างพันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์ขึ้นมาใหม่ ทำให้สายดีเอ็นเอต่อกันสนิท
✗ ก. Primase: ทำหน้าที่สร้าง RNA สั้นๆ (Primer) เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้ DNA polymerase ทำงาน
✗ ข. DNA polymerase: ทำหน้าที่ดึงนิวคลีโอไทด์อิสระมาต่อสายยาวขึ้น แต่ไม่สามารถเชื่อมรอยขาดตรงกลางสายที่ไม่มีนิวคลีโอไทด์ขาดหายไปได้
✗ ค. DNA gyrase (Topoisomerase): ทำหน้าที่คลายปมคลายความตึงเครียดของสายเกลียวคู่ขณะที่มีการแยกสาย
ชุดที่ 3 : ข้อ 21 - 30
PCR • Mendel • Geneticsข้อที่ 21. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแยกชิ้นส่วนดีเอ็นเอโดยใช้เทคนิค Agarose gel electrophoresis
✓ ค. ความเข้มข้นของ Agarose gel มีผลต่อการเคลื่อนที่ของดีเอ็นเอ: ถูกต้องครับ ความเข้มข้นของเจลมีผลต่อขนาดของรูพรุน (Pore size) ถ้าเจลเข้มข้นมาก รูพรุนจะเล็ก เหมาะกับแยก DNA ชิ้นเล็กๆ ถ้าเจลเข้มข้นน้อย รูพรุนจะใหญ่ เหมาะกับแยก DNA ชิ้นใหญ่
✗ ก. ดีเอ็นเอจะเคลื่อนที่จากขั้วบวกไปขั้วลบ: ผิด! DNA มีประจุลบ (จากหมู่ฟอสเฟต) จึงต้องวิ่งจาก ขั้วลบไปหาขั้วบวก เสมอ
✗ ข. ดีเอ็นเอที่เป็นวงแหวนเคลื่อนที่ได้ดีกว่าเส้นตรง: ไม่เสมอไปครับ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการขดตัว (Supercoiled จะวิ่งเร็วกว่า แต่ Relaxed circular จะวิ่งช้ากว่าเส้นตรง)
ข้อที่ 22. หากใช้ Complementary DNA (cDNA) เป็นดีเอ็นเอต้นแบบในการทำปฏิกิริยา PCR ชิ้นส่วนดีเอ็นที่โคลนได้จะไม่พบโครงสร้างใด
cDNA (Complementary DNA) คือ DNA ที่ถูกสร้างขึ้นแบบย้อนกลับมาจาก mRNA ที่โตเต็มที่แล้ว (Mature mRNA)
เนื่องจากมันสร้างจาก mRNA ที่ผ่านการตัดแต่งแล้ว มันจึง ไม่มี Intron (ข.) (ส่วนที่ไม่แปลรหัส) และ ไม่มี Regulatory sequence / Promoter (ก.) (ส่วนควบคุมการทำงานที่อยู่บน DNA ต้นฉบับ)
ข้อที่ 23. ขั้นตอนการทำ Transgenic animal เพื่อให้ได้สัตว์ที่มียืนที่ต้องการต่อทั้งสองชุดดีเอ็นเอ (2n) เป็นดังนี้... จงเรียงลำดับการทำ Transgenic animal ให้ถูกต้อง
อันดับแรก (3): ต้องสร้างสเปิร์มลูกผสมก่อน โดย "ตัดต่อยีนเข้าเซลล์ต้นกำเนิดสเปิร์มแล้วฉีดเข้าไปในตัวผู้"
อันดับสอง (1): "นำเพศผู้ที่มีดีเอ็นเอลูกผสมในเซลล์สเปิร์มผสมกับตัวเมียปกติ" เพื่อให้เกิดลูกรุ่น F1 ที่เป็น Heterozygous (มียีนแทรกอยู่ 1 ชุด)
อันดับสาม (2): "นำสัตว์รุ่นลูกที่มีดีเอ็นเอลูกผสมผสมกันเองตามกฎเมนเดล" เพื่อให้ได้รุ่นหลานที่มีจีโนไทป์แบบ Homozygous (มียีนแทรกทั้ง 2n)
ข้อที่ 24. หากไม่มีชิ้นส่วนของ Promoter จะทำให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนของยืนที่เราใส่เข้าไป (Inserted gene) ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
✓ ง. Promoter เปรียบเสมือน "จุดจอดรถ" ถ้ายีนไม่มี Promoter เอนไซม์ RNA polymerase ก็จะไม่รู้ว่าต้องมาเกาะตรงไหน ทำให้กระบวนการถอดรหัส (Transcription) เริ่มต้นไม่ได้เลย
ข้อที่ 25. หากมีการใส่ชิ้นส่วนของ Lac operon ให้อยู่ระหว่างชิ้นส่วนของ Promoter และ Inserted gene และมีการเลี้ยงเซลล์โดยการเติมสาร IPTG... ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ในระบบ Lac operon สาร IPTG ทำหน้าที่เป็น ตัวเหนี่ยวนำ (Inducer) โดยมันจะไปจับกับโปรตีนกดทับ (Repressor) ทำให้ Repressor หลุดออกจากดีเอ็นเอ
เมื่อไม่มีตัวขวางทาง RNA polymerase จึงสามารถเข้าไปถอดรหัส Inserted gene ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ยีนแสดงออกได้มาก
ข้อที่ 26. กฎข้อที่ 1 ของเมนเดลเกิดขึ้นขั้นตอนใดในการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส
กฎข้อที่ 1 คือ กฎการแยกตัว (Law of Segregation) ซึ่งกล่าวว่าแอลลีลที่อยู่เป็นคู่จะแยกออกจากกันในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์
เหตุการณ์นี้ตรงกับระยะ Anaphase I ที่ฮอมอโลกัสโครโมโซม (Homologous chromosome) ถูกเส้นใยสปินเดิลดึงให้แยกออกจากกันไปยังขั้วเซลล์คนละด้าน
ข้อที่ 27. หากผสมพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีจีโนไทป์ AaBB กับ AABb จะมีโอกาสที่ลูกที่มีจีโนไทป์ AABb เป็นเท่าใด
แยกคิดทีละลักษณะ (ตามกฎความน่าจะเป็น)
ยีน A: ผสม Aa x AA → โอกาสได้ลูก AA = 1/2
ยีน B: ผสม BB x Bb → โอกาสได้ลูก Bb = 1/2
นำความน่าจะเป็นมาคูณกัน: โอกาสได้ AABb = 1/2 x 1/2 = 1/4
ข้อที่ 28. กำหนดให้ R ควบคุมดอกสีแดง ข่ม r ควบคุมดอกสีขาว แบบไม่สมบูรณ์ หากผสมพันธุ์ดอกไม้ที่มีจีโนไทป์ Rr กับ rr จะมีโอกาสได้ลูกที่มีดอกไม้เป็นสีชมพูเป็นเท่าใด
ลักษณะข่มไม่สมบูรณ์ (Incomplete dominance) จีโนไทป์ Rr คือดอกสีชมพู
ผสม Rr (ชมพู) x rr (ขาว)
โอกาสที่ลูกจะเป็น Rr = 1/2 (หรือ 2/4) และลูกเป็น rr = 1/2
ข้อที่ 29. กำหนดให้ R ควบคุมดอกสีแดง ข่ม r ควบคุมดอกสีขาว แบบไม่สมบูรณ์ หากผสมพันธุ์ต้นไม้ชนิดนี้ที่มีดอกสีแดงกับต้นไม้ดอกสีชมพู จะมีโอกาสได้ลูกที่มีดอกไม้เป็นสีแดงเป็นเท่าใด
ดอกสีแดง คือ RR, ดอกสีชมพู คือ Rr
ผสม RR x Rr → ลูกที่ได้จะเป็น RR (สีแดง) = 1/2 และ Rr (สีชมพู) = 1/2
ข้อที่ 30. คดีเด็กหายคดีหนึ่งมีผู้แสดงตนเป็นพ่อแม่ 4 ราย หากเด็กคนนี้เลือดกรุ๊ป A พ่อแม่คู่ใดมีโอกาสเป็นพ่อแม่เด็กที่แท้จริง
เด็กเลือดกรุ๊ป A มีจีโนไทป์ได้ 2 แบบคือ IA IA หรือ IA i
✗ ก. แม่ Ai, พ่อ IB IB → ลูกจะเป็น B หรือ AB เท่านั้น
✗ ข. แม่ IBi, พ่อ ii → ลูกจะเป็น B หรือ O เท่านั้น
✗ ค. แม่ IB IB , พ่อ ii → ลูกจะเป็น B เท่านั้น
✓ ง. แม่ IA IB , พ่อ IA IB → ทั้งพ่อและแม่สามารถส่งแอลลีล IA มาให้ลูกได้ทั้งคู่ ทำให้ลูกมีโอกาสเป็น IA IA (กรุ๊ป A) ได้!
ชุดที่ 4 : ข้อ 31 - 40
Evolution • Population genetics • Plant anatomyข้อที่ 31. ชายคนหนึ่งตาบอดสีแต่งงานกับหญิงที่เป็นพาหะของโรคตาบอดสี จงหาโอกาสที่ลูกคนที่ 2 ของชายหญิงคู่นี้จะตาบอดสี
โรคตาบอดสีเป็นลักษณะด้อยบนโครโมโซม X (X-linked recessive)
จีโนไทป์พ่อ (ตาบอดสี): XcY
จีโนไทป์แม่ (พาหะ): XCXc
เมื่อนำมา Cross กัน (XcY × XCXc) ลูกที่ออกมาจะมี 4 แบบ คือ XCXc, XcXc, XCY, XcY
จากลูก 4 แบบ มีลูกที่ตาบอดสี (XcXc และ XcY) จำนวน 2 แบบ → 2/4 = 50%
✓ ค. 50%: ถูกต้อง ความน่าจะเป็นของลูกแต่ละคนเป็นเหตุการณ์อิสระ ไม่ว่าจะเป็น "ลูกคนที่ 2" หรือคนที่เท่าไหร่ โอกาสเกิดโรคก็คือ 50% เสมอ
✗ ก. 0%, ข. 25%, ง. 100%: ผิดจากการคำนวณความน่าจะเป็นของจีโนไทป์คู่นี้
ทริคหลอกของข้อนี้คือคำว่า "ลูกคนที่ 2" คนออกข้อสอบตั้งใจหลอกให้เอาความน่าจะเป็นไปคูณกัน แต่หลักพันธุศาสตร์คือ โอกาสท้องแต่ละครั้งคิดแยกกันเสมอครับ!
ข้อที่ 32. ชายหัวไม่ล้านแต่งงานกับหญิงหัวล้าน หากลูกของเขาเป็นผู้ชาย จงหาโอกาสที่ลูกชายผู้นั้นจะหัวล้าน
ลักษณะศีรษะล้านเป็น "ลักษณะที่ได้รับอิทธิพลทางเพศ (Sex-influenced trait)" ยีนอยู่บนออโตโซม แต่แสดงออกในเพศชายและหญิงไม่เหมือนกัน (ฮอร์โมนเพศชายกระตุ้นการแสดงออก)
ให้ B = ยีนหัวล้าน, b = ยีนไม่ล้าน
ผู้ชาย: หัวล้านต้องมีจีโนไทป์ BB หรือ Bb (B แสดงความเป็นเด่น) / ไม่ล้านคือ bb
ผู้หญิง: หัวล้านต้องมีจีโนไทป์ BB เท่านั้น (b ข่ม B) / ไม่ล้านคือ Bb หรือ bb
ตามโจทย์: พ่อไม่ล้าน (bb) × แม่หัวล้าน (BB)
ลูกทุกคน (100%) จะมีจีโนไทป์เป็น Bb (พันทาง)
✓ ง. 100%: โอกาสที่ "ลูกชาย" จีโนไทป์ Bb จะหัวล้านคือ 100% (เพราะผู้ชาย Bb = หัวล้าน)
✗ ก. 0%, ข. 25%, ค. 50%: ผิด เพราะถ้าลูกเป็นผู้ชาย ยีน B แค่ตัวเดียวก็ทำให้ล้านได้ 100% แล้ว
ข้อที่ 33. ข้อใดผิดเกี่ยวกับหลักฐานและข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
✗ ก. วิทยาเอ็มบริโอ (Embryology): เป็นหลักฐานการเจริญของตัวอ่อนที่ใช้เปรียบเทียบหาบรรพบุรุษร่วมได้
✓ ข. ชีววิทยาอะตอม (Atomic Biology): ไม่มีศาสตร์นี้ในหลักฐานทางวิวัฒนาการของ สสวท.! (มีแต่หลักฐานทางชีววิทยาระดับโมเลกุล - Molecular Biology ที่เปรียบเทียบ DNA และโปรตีน)
✗ ค. ซากดึกดำบรรพ์ (Fossils): เป็นหลักฐานทางตรงที่สำคัญที่สุด บ่งบอกอายุและการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง
✗ ง. กายวิภาคเปรียบเทียบ (Comparative Anatomy): การศึกษาโครงสร้างกำเนิดเดียวกัน (Homologous) และโครงสร้างหน้าที่เหมือนกัน (Analogous)
ข้อที่ 34. ลำดับนิวคลีโอไทด์ในข้อใดมีความใกล้เคียงกับนิวคลีโอไทด์ของสิ่งมีชีวิตที่ให้มามากที่สุด
หลักการ: สิ่งมีชีวิตที่มีสายวิวัฒนาการใกล้ชิดกันมากที่สุด จะมีลำดับเบส (DNA Sequence) ที่ "เหมือนกันมากที่สุด" (มีจำนวนตำแหน่งที่กลายพันธุ์น้อยที่สุด)
ก. เปลี่ยนแปลง 1 ตำแหน่ง
ข. เปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง (...CAGGCTGCCC...)
ค. เปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง (...ATCGCCCTGT...)
ง. เปลี่ยนแปลง 1 ตำแหน่ง (..GACTTGACGT...)
(ข้อนี้ในภาพตัดมาไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ให้จำทริคไว้ว่า: เอาช้อยส์มาเทียบตัวต่อตัว ช้อยส์ไหนต่างจากบรรทัดบนสุดน้อยที่สุด ตอบข้อนั้นเลยครับ!)
ข้อที่ 35. นกฟินซ์ชนิดใดที่น่าจะวิวัฒนาการเป็นผู้ล่ามากที่สุด
ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาจะงอยปากของนกฟินช์บนหมู่เกาะกาลาปากอส พบว่ามันแปรผันตาม "ชนิดอาหาร" ที่กิน (Natural Selection)
✓ ก. ปากแหลม คมกริบ: เป็นปากที่เหมาะกับการจับแมลง หรือฉีกเนื้อสัตว์ (ลักษณะผู้ล่า/กินแมลง)
✗ ข. ปากหนา สั้น และแข็งแรง: เป็นปากที่เหมาะกับการ "บดและกะเทาะเปลือกเมล็ดพืช" (นกกินเมล็ดพืช ไม่ใช่ผู้ล่า)
ข้อที่ 36. ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิดวัฒนาการของลามาร์คมากที่สุด
แนวคิดของ ชอง ลามาร์ค (Jean Lamarck) คือ "กฎการใช้และไม่ใช้ (Law of Use and Disuse)" (อวัยวะไหนใช้บ่อยจะใหญ่และแข็งแรง ไม่ใช้จะเสื่อมไป) และ "การถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่ (Inheritance of acquired characteristics)"
✓ ก. สมชัยเล่นกล้าม: การเล่นกล้ามทำให้กล้ามใหญ่ขึ้น เป็นการกระทำที่เกิดระหว่างมีชีวิต ตรงกับ "กฎการใช้และไม่ใช้" ของลามาร์คที่สุด
✗ ข. อเนกปากแหว่งเพดานโหว่: เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม (Mutation)
✗ ค. สมศรีกินยากจนผอมโซตาย: เป็นการปรับตัวไม่ได้และตายไป ตรงกับแนวคิด "การคัดเลือกโดยธรรมชาติ" ของดาร์วิน
✗ ง. ชำนาญมียีนสูง: การมียีนควบคุมความสูงเป็นพันธุศาสตร์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากการฝึกฝนตามแนวคิดลามาร์ค
ข้อที่ 37. ประชากรกระต่ายในที่แห่งหนึ่งมีสีหม่นและสีขาวดังภาพ มีความถี่ของแอลลีล G ร้อยละเท่าใด
สูตรความถี่แอลลีล = จำนวนแอลลีลเป้าหมาย / จำนวนแอลลีลทั้งหมด × 100
จากรูป: ให้เมล็ดถั่วแทนแอลลีล
กระต่ายสีหม่นพันธุ์แท้ (GG) สมมติว่านับแอลลีล G ได้ 6 เมล็ด
กระต่ายสีหม่นพันทาง (Gg) สมมติว่ามี G 4 เมล็ด และ g 4 เมล็ด
กระต่ายสีขาว (gg) มีแอลลีล g 4 เมล็ด
นับเฉพาะ G = 6+4=10 แอลลีล
นับแอลลีลทั้งหมด (G+g) = 10+8=18 แอลลีล
คิดเป็นร้อยละ = (10 / 18) × 100 ≈ 55.5%
หมายเหตุ: หากโจทย์ข้อนี้รูปภาพในกระดาษจริงมีถั่ว G รวม 12 เมล็ด และทั้งหมด 20 เมล็ด คำตอบจะเป็น ง. 60 (ให้ยึดหลักการนับเม็ดถั่วสีเข้มหารด้วยจำนวนถั่วทั้งหมดแล้วคูณ 100 ครับ)
ข้อที่ 38. ประชากรของดอกถั่วในไร่แห่งหนึ่งมีสีม่วงและสีขาว... จีโนไทป์พันธุ์ทางมีความถี่ร้อยละเท่าไร
พันธุ์ทาง (Heterozygous) คือ จีโนไทป์ Ww
จากภาพมีดอกถั่วทั้งหมด 9 ดอก (WW และ Ww คือสีม่วง, ww คือสีขาว)
หากนับสัญลักษณ์ Ww ในภาพได้ 1 ดอก จากทั้งหมด 9 ดอก
ความถี่ = (1 / 9) × 100 = 11.11%
✓ ก. 11: คือตัวเลขที่ปัดเศษแล้วถูกต้องที่สุดตามหลักคณิตศาสตร์
✗ ข. 12, ค. 13, ง. 14: ตัวเลขเปอร์เซ็นต์สูงกว่าความเป็นจริง
ข้อที่ 39. จากภาพที่กำหนดให้ ภาพตัดตามขวางนี้เป็นโครงสร้างใดของพืชชนิดใด
จากภาพตัดขวาง (Cross section) สังเกตเห็น "ช่องอากาศขนาดใหญ่จำนวนมาก (Aerenchyma)" ในชั้นคอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ "พืชน้ำ" ที่ใช้กักเก็บอากาศเพื่อพยุงต้นให้ลอยน้ำได้
✓ ก. สายบัว: เป็นส่วนของก้านใบพืชน้ำ มีเนื้อเยื่อ Aerenchyma ชัดเจนที่สุดตามภาพ
✗ ข. ลำต้นหมอน้อย, ค. รากถั่วเขียว, ง. รากข้าวโพด: เป็นพืชบก เนื้อเยื่อพาเรงคิมาจะเรียงตัวชิดกัน ไม่ได้มีช่องอากาศกว้างและเรียงตัวเป็นระเบียบแบบนี้
ข้อที่ 40. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของใบ
✗ ก. ใบพืชทุกชนิดพบ Guard cell ในชั้น Epidermis เสมอ: ถูกต้อง! เซลล์คุม (Guard cell) พัฒนามาจากชั้นเยื่อบุผิว (Epidermis)
✓ ข. (เป็นข้อที่ไม่ถูกต้อง): Organelle เด่นในชั้น Palisade คือ "คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)" ซึ่ง เซลล์ Epidermis ปกติจะโปร่งใสและไม่มีคลอโรพลาสต์เลย (ยกเว้นแค่เซลล์คุมเท่านั้น) ดังนั้นข้อความนี้จึงผิด
✗ ค. Spongy mesophyll มีลักษณะโครงสร้างและส่วนประกอบของเซลล์แบบ Parenchyma cell: ถูกต้อง! เป็นเนื้อเยื่อชลอเรนคิมา (Chlorenchyma) ซึ่งเป็นชนิดย่อยของพาเรงคิมาที่มีคลอโรพลาสต์
✗ ง. เมื่อตัด X-section ใบและย้อมด้วย Safranin O บริเวณที่สังเกตเห็นสีแดงได้คือ Midrib หรือ Vein: ถูกต้อง! Safranin O จะย้อมติด "ลิกนิน" สีแดง ซึ่งพบได้มากในเนื้อเยื่อไซเล็ม (Xylem) ที่อยู่ในเส้นกลางใบและเส้นใบ
ชุดที่ 5 : ข้อ 41 - 50
Plant tissue • Seed • Flowerข้อที่ 41. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะของรากแขนง (Lateral Root)
✗ ก. เกิดจากรากที่เจริญมาจาก Radicle: ถูกต้อง! รากแขนงแตกออกมาจาก "รากแก้ว (Primary root)" ซึ่งรากแก้วเจริญเติบโตมาจาก Radicle (รากแรกเกิด) ในเมล็ด
✗ ข. เกิดที่บริเวณ Region of maturation ของราก: ถูกต้อง! รากแขนงจะเริ่มแบ่งเซลล์และแทงทะลุชั้นคอร์เทกซ์และเอพิเดอร์มิสออกมาจากเนื้อเยื่อ เพริไซเคิล (Pericycle) ซึ่งอยู่ในบริเวณเซลล์เจริญเต็มที่ (Maturation zone)
✓ ค. (ข้อนี้ผิด): ลักษณะ "รากเส้นเล็กๆ มากมายที่มีขนาดสม่ำเสมอตลอดความยาว" เป็นนิยามของ "รากฝอย (Adventitious root / Fibrous root)" ที่พบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่ใช่รากแขนง (รากแขนงจะมีขนาดใหญ่ที่โคนและเรียวเล็กลงเรื่อยๆ)
✗ ง. เจริญมาจาก Radicle: (ซ้ำกับข้อ ก.) รากแก้วเจริญจาก Radicle และรากแขนงก็เจริญต่อยอดมาจากรากแก้วอีกที
จุดกำเนิดราก: รากแก้วมาจาก Radicle, รากแขนงมาจาก Pericycle, รากฝอยมาจาก ข้อ/ลำต้น/ใบ (นอกเหนือจาก Radicle)
ข้อที่ 42. ผนังเซลล์ของเซลล์ในข้อใดไม่ติดสี Safranin หากย้อมด้วยเวลาที่เหมาะสม
หลักการย้อมสี: สี Safranin O จะย้อมติดสาร ลิกนิน (Lignin) เป็นสีแดง ซึ่งลิกนินมักพบพอกหนาใน ผนังเซลล์ทุติยภูมิ (Secondary cell wall) ของเซลล์ที่ตายแล้วหรือต้องการความแข็งแรงสูง
✗ ก. Tracheid: เป็นเซลล์ลำเลียงน้ำ (Xylem) มีผนังทุติยภูมิที่หนาและมีลิกนิน → ติดสีแดง
✗ ข. Fiber: เป็นเซลล์ให้ความแข็งแรง (Sclerenchyma) มีลิกนินหนามาก → ติดสีแดง
✓ ค. Parenchyma (พาเรงคิมา): เป็นเซลล์พื้นฐานที่ยังมีชีวิต มีเฉพาะ ผนังเซลล์ปฐมภูมิ (Primary cell wall) ซึ่งมีแต่เซลลูโลสและเพกทิน (ไม่มีลิกนิน) → จึงไม่ติดสี Safranin (ถ้าย้อม Fast Green คู่ด้วย จะติดสีเขียว/ฟ้าแทน)
✗ ง. Sclerenchyma: กลุ่มเซลล์ Fiber และ Stone cell มีลิกนินหนา → ติดสีแดง
ข้อที่ 43. ข้อใดเรียงลำดับความหนาของผนังเซลล์จากมากไปหาน้อยได้ถูกต้อง
หนาสุดอันดับ 1 (Stone cell / Fiber): กลุ่ม Sclerenchyma พวกนี้มีทั้งผนังปฐมภูมิและ ผนังทุติยภูมิ (พอกด้วยลิกนิน) หนาจนเบียดช่องว่างในเซลล์ (Lumen) แคบลง และเซลล์ตายเมื่อโตเต็มที่
หนาปานกลางอันดับ 2 (Collenchyma - คอลเลงคิมา): มีเฉพาะผนังปฐมภูมิ แต่มีการพอกของเพกทินและเซลลูโลสทำให้ผนัง หนาไม่สม่ำเสมอ (มักหนาตามมุมเซลล์) ให้ความยืดหยุ่นแก่ก้านใบ/ลำต้นอ่อน
บางที่สุดอันดับ 3 (Parenchyma - พาเรงคิมา): มีเฉพาะผนังปฐมภูมิที่ บางและสม่ำเสมอ ใช้สะสมอาหารหรือสังเคราะห์แสง
ข้อที่ 44. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อเยื่อลำเลียงของพืช
✗ ถ้าบอกว่า "เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ (Xylem) เป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิตทั้งหมด" = ผิด! เพราะใน Xylem มี Xylem parenchyma ซึ่งเป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่
✗ ถ้าบอกว่า "เนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร (Phloem) เป็นเซลล์ที่มีชีวิตทั้งหมด" = ผิด! เพราะใน Phloem มี Phloem fiber ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว
✓ ความจริงของ Sieve tube member (เซลล์ลำเลียงอาหาร): เมื่อเจริญเต็มที่ นิวเคลียส ไรโบโซม และแวคิวโอลจะสลายไป (เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ท่อกลวง ลำเลียงน้ำตาลได้สะดวก) แต่มัน ยังมีชีวิตอยู่ โดยต้องอาศัย Companion cell (เซลล์เพื่อนบ้าน) ที่มีนิวเคลียสและไมโทคอนเดรียเยอะๆ ช่วยควบคุมและสร้าง ATP ส่งมาให้
ข้อที่ 45. น้ำมะพร้าวคือส่วนใดของเมล็ด
✗ ก. Seed coat (เปลือกเมล็ด): คือเยื่อบางๆ สีน้ำตาลที่หุ้มเนื้อมะพร้าวอยู่
✗ ข. Cotyledon (ใบเลี้ยง): ในมะพร้าว (พืชใบเลี้ยงเดี่ยว) ใบเลี้ยงคือสิ่งที่พัฒนาไปเป็น "จาวมะพร้าว" เวลาเมล็ดงอก เพื่อดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์ม
✗ ค. Embryo (ตัวอ่อน): คือตุ่มเล็กๆ ฝังอยู่ในเนื้อมะพร้าวตรงจุดที่เรียกว่า "ตางอก" (มี 3 ตา แต่งอกได้ตาเดียว)
✓ ง. Endosperm: มะพร้าวมี Endosperm 2 รูปแบบในลูกเดียว คือ เนื้อมะพร้าว (Solid endosperm) และ น้ำมะพร้าว (Liquid endosperm) ซึ่งน้ำมะพร้าวเต็มไปด้วยสารอาหาร นิวเคลียสอิสระ และฮอร์โมนพืช (เช่น ไซโทไคนิน)
ข้อที่ 46. พืชชนิดหนึ่งมีดอกเดี่ยว รังไข่มี 10 ออวุล ผลของพืชชนิดนี้เป็นชนิดใด
กฎของรังไข่และออวุล:
1 ดอก (ดอกเดี่ยว) + 1 รังไข่ เมื่อเจริญไปเป็นผล จะได้ → ผลเดี่ยว (Simple fruit)
1 ออวุล (Ovule) เมื่อเกิดการปฏิสนธิซ้อน จะพัฒนาไปเป็น → 1 เมล็ด (Seed)
ดังนั้น รังไข่มี 10 ออวุล ก็จะเจริญไปเป็นผลเดี่ยว 1 ผล ที่มีเมล็ดบรรจุอยู่ภายใน 10 เมล็ดครับ
ข้อที่ 47. ส่วนของใยมะพร้าวคือส่วนใดของผล
ผลพัฒนามาจากผนังรังไข่ (Ovary wall) แบ่งเป็น 3 ชั้น
✗ ก. Exocarp (ผนังผลชั้นนอก): คือเปลือกมะพร้าวด้านนอกสุดที่มีสีเขียว/น้ำตาล ผิวเรียบมัน กันน้ำได้
✓ ค. Mesocarp (ผนังผลชั้นกลาง): ในมะพร้าว ชั้นนี้จะหนามากและเปลี่ยนรูปเป็น "เส้นใย (Coir/ใยมะพร้าว)" มีช่องว่างอากาศเยอะ ช่วยให้ผลมะพร้าวลอยน้ำไปกระจายพันธุ์ได้ไกลๆ
✗ ข. Endocarp (ผนังผลชั้นใน): คือส่วนที่แข็งที่สุด หรือ "กะลามะพร้าว" (ประกอบด้วย Stone cell จำนวนมาก) หุ้มเมล็ดเอาไว้
✗ ง. Seed (เมล็ด): คือส่วนที่อยู่ข้างในกะลาทั้งหมด (เนื้อ + น้ำมะพร้าว)
ข้อที่ 48. ข้อใดไม่ใช่เซลล์ที่เกิดจากการแบ่งเซลล์แบบ Mitosis ในออวุลของพืชดอก
ภายในออวุล Megaspore (n) จะแบ่ง Mitosis 3 ครั้ง ได้แกมีโทไฟต์เพศเมีย (Embryo sac) ที่มี 8 นิวเคลียส (7 เซลล์) ซึ่งประกอบด้วย:
✗ ก. Synergid (2 เซลล์): อยู่ขนาบข้างเซลล์ไข่ ช่วยปล่อยสารเคมีนำทางหลอดเรณู
✗ ค. Egg cell (1 เซลล์): เซลล์ไข่ (n) รอผสมกับสเปิร์มตัวที่ 1 กลายเป็นไซโกต
✗ ง. Antipodal (3 เซลล์): อยู่ตรงข้ามไมโครไพล์ เป็นเซลล์พี่เลี้ยงและจะสลายไป
✗ Central cell (1 เซลล์ 2 นิวเคลียส): รอผสมกับสเปิร์มตัวที่ 2 กลายเป็นเอนโดสเปิร์ม
✓ ข. Archegonium (อาร์คีโกเนียม): เป็นโครงสร้างสำหรับสร้างเซลล์ไข่ที่พบในพืชชั้นต่ำกว่า เช่น มอส เฟิน และพืชเมล็ดเปลือย (จิมโนสเปิร์ม) แต่ในพืชดอก (Angiosperm) วิวัฒนาการลดรูปลงจนไม่มีโครงสร้างนี้แล้ว!
ข้อที่ 49. จากภาพ ข้อใดพบได้ในบริเวณที่ลูกศรชี้ (หากลูกศรชี้ที่ Anther หรือ อับเรณู)
อับเรณู (Anther) คือส่วนหัวของเกสรเพศผู้ ทำหน้าที่สร้างละอองเรณู
✗ ก. Megaspore mother cell และ ✗ ข. Megaspore: เป็นสปอร์เพศเมีย ต้องพบที่รังไข่ (Ovary) / ออวุล
✗ ค. Embryo sac: คือแกมีโทไฟต์เพศเมียที่เจริญเต็มที่แล้ว พบในรังไข่เช่นกัน
✓ ง. Microspore mother cells (Microsporocyte): เป็นเซลล์ตั้งต้น (2n) ที่อยู่ในอับเรณู เมื่อแบ่ง Meiosis จะได้ Microspore (n) 4 เซลล์ ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นละอองเรณู (Pollen grain)
ข้อที่ 50. ข้อใดถูกต้อง (เกี่ยวกับโครงสร้างพืช/การสืบพันธุ์)
✗ "Pollen grain มีโครโมโซม 2n" = ผิด! ละอองเรณูคือแกมีโทไฟต์ มีโครโมโซม n เดียว
✗ "Perfect flower (ดอกสมบูรณ์เพศ) ทุกดอกจัดเป็น Complete flower (ดอกสมบูรณ์)" = ผิด! ดอกสมบูรณ์เพศขอแค่มี เกสรผู้+เกสรเมีย ในดอกเดียวก็พอแล้ว (อาจขาดกลีบดอกหรือกลีบเลี้ยงก็ได้) แต่มันไม่ใช่ดอกสมบูรณ์เสมอไปเพราะอาจขาดส่วนอื่น
✓ "Embryo sac (ถุงเอ็มบริโอ) ประกอบด้วย 7 เซลล์ 8 นิวเคลียส": ถูกต้อง! ตามที่ได้อธิบายส่วนประกอบไปในข้อ 48 (3 Antipodal + 2 Synergid + 1 Egg + 1 Central cell ที่มี 2 Polar nuclei)
ชุดที่ 6 : ข้อ 51 - 60
Transport • Photosynthesisข้อที่ 51. ข้อใดผิดเกี่ยวกับการลำเลียงในพืช
✗ ก. ทิศทางการลำเลียงใน Phloem เกิดขึ้นได้ทั้งขึ้นและลง: ประโยคนี้ถูกต้อง การลำเลียงอาหารไปได้ทุกทิศทาง ขึ้นอยู่กับว่า แหล่งสร้าง (Source) และ แหล่งรับ (Sink) อยู่ตรงไหน
✓ ข. (ข้อนี้ผิด): การลำเลียงไม่ได้เริ่มจาก "ใบ" เสมอไปครับ แม้ใบจะเป็นแหล่งสร้างหลัก แต่ในบางฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ผลิที่พืชทิ้งใบ "รากหรือลำต้นสะสมอาหาร" จะเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นแหล่งสร้าง (Source) เพื่อส่งน้ำตาลขึ้นไปเลี้ยงยอดอ่อนที่กำลังงอกใหม่ได้ ดังนั้นการฟิกซ์ว่าต้องเริ่มจากใบจึงผิด
✗ ค. เกิดจากความแตกต่างของปริมาณน้ำตาลระหว่างแหล่งสร้างและแหล่งรับ: ถูกต้อง เป็นไปตามทฤษฎีสมมติฐานการไหลของมวลสาร (Pressure-Flow Hypothesis)
✗ ง. ซูโครสที่สร้างจากการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเคลื่อนไปยัง Phloem โดยเข้าไปใน Companion cell: ถูกต้อง นี่คือกระบวนการ Phloem loading ที่ต้องใช้พลังงาน (Active transport) นำน้ำตาลเข้าเซลล์เพื่อนบ้านก่อนส่งต่อเข้าท่อลำเลียง
ข้อที่ 52. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับสารละลาย NaCl ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำใบสาหร่ายหางกระรอกวางบนสไลด์ พบว่าลักษณะเนื้อเยื่อของใบสาหร่ายหางกระรอกเหี่ยว
โจทย์บอกชัดเจนว่า "เนื้อเยื่อเหี่ยว (Plasmolysis)" แสดงว่าน้ำออสโมซิสออกจากเซลล์สาหร่ายหางกระรอกไปสู่สารละลายภายนอก
✗ ก. Isotonic solution: ความเข้มข้นเท่ากัน น้ำเข้าออกเท่ากัน เซลล์จะรูปร่างปกติ
✗ ข. Hypotonic solution: สารละลายเจือจางกว่าเซลล์ น้ำจะออสโมซิสเข้าเซลล์ ทำให้เซลล์เต่ง (Turgid)
✓ ค. Hypertonic solution: สารละลายภายนอกมีความเข้มข้นสูงกว่า (NaCl 5% ถือว่าเค็มจัดมากเมื่อเทียบกับน้ำในเซลล์) น้ำจึงออสโมซิสออก เซลล์เลยเหี่ยว
ข้อที่ 53. เมื่อปากใบปิด แต่พืชได้รับน้ำเต็มที่ พืชมีการลำเลียงน้ำหรือไม่ ถ้ามี พืชลำเลียงด้วยกลไกใด
การลำเลียงน้ำปกติอาศัยแรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) แต่โจทย์บอกว่า "ปากใบปิด" แปลว่าไม่มีการคายน้ำ
✗ ก. ไม่มีการลำเลี้ยงน้ำ: ผิด เพราะรากยังดูดน้ำได้อยู่
✓ ข. มีโดยใช้ Root pressure: ถูกต้อง! เมื่อน้ำในดินมีมาก รากจะปั๊มแร่ธาตุเข้าไปในไซเล็มทำให้น้ำออสโมซิสตามเข้าไป เกิดเป็น "แรงดันราก (Root pressure)" ดันน้ำขึ้นไปตามท่อ ซึ่งมักทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างที่ขอบใบเรียกว่า กัตเตชัน (Guttation) ในตอนเช้าตรู่
✗ ค. / ง. มีโดยใช้ Transpiration pull: ผิด เพราะปากใบปิด จะไม่มีแรงดึงนี้เกิดขึ้น
ข้อที่ 54. ข้อความใดถูกต้อง
✗ ก. น้ำเข้าสู่ Vessel ผ่านทาง Plasmodesmata เท่านั้น: ผิด! Vessel เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ไม่มีไซโทพลาซึมและพลาสโมเดสมาตา น้ำจะไหลทะลุผ่านรู (Perforation plate) และรอยทางด้านข้าง (Pit)
✓ ข. Casparian strip ทำหน้าที่ควบคุมการผ่านของน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ Stele: ถูกต้อง แถบแคสพาเรียนเป็นสารซูเบอรินที่ฉาบอยู่รอบเซลล์ Endodermis ทำหน้าที่เป็น "ด่านตรวจ" บล็อกไม่ให้น้ำไหลซึมผ่านร่องผนังเซลล์ (Apoplast) บังคับให้น้ำต้องมุดเข้าในเซลล์ (Symplast) เพื่อให้เยื่อหุ้มเซลล์คัดกรองสารพิษก่อนส่งเข้าท่อลำเลียงตรงกลาง (Stele)
✗ ค. การลำเลียงน้ำแบบ Symplast เป็นการลำเลียงน้ำไปตามผนังเซลล์...: ผิด! การไปตามผนังเซลล์หรือช่องว่างเรียกว่า Apoplast ส่วน Symplast คือการทะลุผ่านเซลล์ต่อเซลล์
✗ ง. การลำเลียงใน Vessel เป็นแบบ Active Transport...: ผิด! การลำเลียงน้ำใน Xylem เป็นกระบวนการ Passive (ไม่ใช้ ATP) ล้วนๆ เพราะเซลล์ลำเลียงตายหมดแล้ว
ข้อที่ 55. อัตราการคายน้ำของพืชในข้อใดมีค่าสูงที่สุด
ปัจจัยที่ทำให้คายน้ำสูง: อุณหภูมิสูง แสงแดดจัด ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ และมีลมพัด
✗ ก. ผักสลัดในฟาร์มในช่วงเช้าที่อากาศแจ่มใส: อากาศยังไม่ร้อนมาก ปากใบเริ่มเปิดแต่ยังคายน้ำไม่สุด
✗ ข. หญ้ากลางสนามหลังฝนตกใหม่ ๆ: ความชื้นในอากาศสูงปรี๊ด (เกือบ 100%) น้ำในใบจะระเหยออกไปในอากาศได้ยากมาก
✗ ค. มอสที่ขึ้นบนหินริมน้ำในป่าฮาลา-บาลา: ริมน้ำ + ในป่า = ความชื้นสัมพัทธ์สูงมาก การคายน้ำต่ำ
✓ ง. ตะเคียนทองในป่าในวันที่แดดร้อน: "แดดร้อน" หมายถึงอุณหภูมิสูงและแสงจัด พลังงานความร้อนจะทำให้น้ำในใบกลายเป็นไอและระเหยออกทางปากใบได้เร็วที่สุดในบรรดาตัวเลือกทั้งหมด
ข้อที่ 56. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงน้ำของพืช
✗ ก. Root pressure: แรงดันจากราก (เกี่ยวข้อง)
✗ ข. Transpiration pull: แรงดึงจากการระเหยน้ำที่ใบ (เกี่ยวข้อง และเป็นแรงหลักที่ทรงพลังที่สุด)
✗ ค. Capillary action: การซึมตามรูเล็ก (เกี่ยวข้อง เกิดจากแรง Cohesion ที่น้ำจับน้ำ และ Adhesion ที่น้ำจับผนังท่อ)
✓ ง. Van der Waals interaction: แรงแวนเดอร์วาลส์เป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลที่อ่อนมากๆ ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการดึงสายน้ำที่หนักและยาวขึ้นสู่ยอดไม้ (แรงยึดเหนี่ยวหลักที่โมเลกุลน้ำใช้ดึงกันเองคือ พันธะไฮโดรเจน - Hydrogen bond)
ข้อที่ 57. พืชจากสถานการณ์ใดต่อไปนี้ มีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงที่สุด
อัตราการสังเคราะห์แสงจะแปรผันตรงกับความเข้มแสง จนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัวของแสง (Light saturation point)
✓ ก. ข้าวสังข์หยดกลางไร่ในวันแดดจ้า: ข้าวเป็นพืชที่ต้องการความเข้มแสงสูงเพื่อการเจริญเติบโต การอยู่กลางไร่ในวันแดดจ้าทำให้ได้รับแสงเต็มที่ที่สุด ทำให้ Photosynthesis พุ่งถึงจุดสูงสุด
✗ ข. กุหลาบที่ปลูกในเรือนกระจก: เรือนกระจกมีการกรองแสงลงระดับหนึ่ง ทำให้ความเข้มแสงไม่เท่ากับกลางแจ้ง
✗ ค. ต้นมะม่วงในสวนก่อนฝนตก: ก่อนฝนตก ท้องฟ้ามักมืดครึ้ม แสงน้อย อัตราการสังเคราะห์แสงจะลดลง
✗ ง. ต้นหูกระจงในสวนในวันแดดร้อน: คำว่า "แดดร้อน" อาจหมายถึงอุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด (Heat stress) ซึ่งถ้าอุณหภูมิสูงเกิน เอนไซม์จะทำงานผิดปกติและปากใบจะปิดเพื่อหนีการสูญเสียน้ำ ทำให้อัตราตกลง
ข้อที่ 58. ข้อใดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฏิกิริยาที่ใช้แสง (Light reaction)
ปฏิกิริยาแสง (เกิดที่เยื่อไทลาคอยด์) มีหน้าที่หลักคือ "แปลงพลังงานแสงเป็นพลังงานเคมี"
ได้ ATP จากการถ่ายทอดอิเล็กตรอนและการปั๊มโปรตอน
ได้ NADPH จากการรับอิเล็กตรอนตัวสุดท้ายโดย NADP+
ได้แก๊สออกซิเจน (O2) เป็นของแถม จากกระบวนการแตกตัวของน้ำ (Photolysis)
✗ ตัวเลือกอื่นที่มี "น้ำตาล" หรือ "RuBP" ผิดทั้งหมด เพราะสารพวกนั้นอยู่ในวัฏจักรคัลวิน (Dark reaction) ไม่ใช่ปฏิกิริยาแสง
ข้อที่ 59. เมื่อนำสาหร่ายหางกระรอกใส่ลงในสารละลาย NaHCO3 ในโถแก้ว... เมื่อย้ายไปไว้กลางแดด จะพบการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ฟองแก๊สที่เห็นคือ แก๊สออกซิเจน ที่เกิดจากการสังเคราะห์ด้วยแสง (โดย NaHCO3 เป็นแหล่งให้คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำ)
✓ ง. ย้ายไปกลางแดด = เป็นการ "เพิ่มความเข้มแสง" ซึ่งกระตุ้นให้อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงขึ้นตามหลักการ Photosynthesis ทำให้ผลิตออกซิเจน (ฟองแก๊ส) ออกมาได้เร็วและมากกว่าเดิม
✗ ก., ข., ค. อ้างอิงเหตุผลผิด หรือบอกว่าอัตราต่ำลง ซึ่งขัดแย้งกับหลักความจริง
ข้อที่ 60. ข้อใดเป็นหน้าที่ของน้ำในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
ในระบบแสงที่ 2 (Photosystem II) เมื่อโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ได้รับแสง มันจะสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้ตัวรับ ทำให้ตัวมันขาดอิเล็กตรอน
เพื่อชดเชยอิเล็กตรอนที่หายไป ระบบแสง II จะไปดึงอิเล็กตรอนมาจากโมเลกุลของ น้ำ (H2O) ทำให้เกิดการแตกตัวของน้ำ (Photolysis) ได้โปรตอน (H+), ออกซิเจน (O2), และอิเล็กตรอน (e-)
✓ ค. ดังนั้น น้ำจึงทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ เป็น "แหล่งให้อิเล็กตรอน (Electron donor)" แก่ระบบการสังเคราะห์ด้วยแสงนั่นเอง
✗ ข. เป็นตัวรับอิเล็กตรอน: ผิด (NADP+ ต่างหากคือตัวรับอิเล็กตรอนตัวสุดท้าย)
ชุดที่ 7 : ข้อ 61 - 70
Hormone • Tropism • Digestionข้อที่ 61. ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับการสังเคราะห์ด้วยแสง
✗ ก. พืชแต่ละชนิดใช้ช่วงความยาวคลื่นแสงในการสังเคราะห์ด้วยแสงแตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล: ผิดครับ ความสามารถในการดูดกลืนแสงของรงควัตถุ (เช่น คลอโรฟิลล์) เป็นคุณสมบัติทางเคมีที่คงที่ ไม่ได้เปลี่ยนความชอบคลื่นแสงไปตามฤดูกาล
✓ ข. พืชทุกชนิดสามารถนำช่วงแสงที่ตามองเห็นได้ (Visible Light) ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง: ถูกต้องครับ ช่วงแสงที่ตามองเห็น (ความยาวคลื่นประมาณ 400-700 นาโนเมตร) หรือที่เรียกว่า PAR (Photosynthetically Active Radiation) เป็นช่วงคลื่นหลักที่พืชทุกชนิดบนโลกใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
✗ ค. พืชไร้ดอกสามารถใช้แสงเพื่อการสังเคราะห์ด้วยแสงในช่วงความยาวคลื่นที่แคบกว่าพืชดอก: ผิดครับ ไม่ว่าจะเป็นพืชไร้ดอก (เช่น เฟิน สน) หรือพืชดอก ก็ใช้ช่วงคลื่น Visible light ใกล้เคียงกันตราบใดที่มีคลอโรฟิลล์
✗ ง. รงควัตถุที่พืชสามารถใช้สังเคราะห์ด้วยแสงได้มีเพียง Chlorophyll เท่านั้น: ผิดครับ พืชยังมี รงควัตถุประกอบ (Accessory pigments) อื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่ช่วยรับแสงช่วงสีน้ำเงิน/เขียว แล้วส่งพลังงานต่อให้คลอโรฟิลล์ เอ ได้ด้วย
ข้อที่ 62. ข้อใดไม่ถูกต้อง
✗ ก. พืช C4 มีการสูญเสียคาร์บอนอะตอมจาก Photorespiration น้อยมาก: เป็นข้อความที่ถูกต้อง พืช C4 มีกลไกแยกการตรึงคาร์บอนออกเป็น 2 เซลล์ ทำให้เอนไซม์ Rubisco ไม่เจอกับออกซิเจน จึงแทบไม่เกิดการหายใจแสง (Photorespiration) เลย
✗ ข. พืช C4 มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ที่เซลล์ Mesophyll และ Bundle sheet cell: เป็นข้อความที่ถูกต้อง ตรึงครั้งแรกที่ Mesophyll (ใช้เอนไซม์ PEP carboxylase) และครั้งที่สองที่ Bundle sheath (ใช้ Rubisco)
✗ ค. พืช CAM มีการสังเคราะห์ Malic acid ซึ่งสลายให้ Pyruvic acid และ CO2: เป็นข้อความที่ถูกต้อง พืช CAM (เช่น กระบองเพชร) ตรึง CO2 ตอนกลางคืนเก็บเป็นกรดมาลิก แล้วสลายเอา CO2 มาใช้ตอนกลางวัน
✓ ง. (ข้อนี้ผิด): พืช CAM เปิดปากใบตอนกลางคืนเพื่อ "ลดการสูญเสียน้ำ" ไม่ใช่เพราะเซลล์คุมสังเคราะห์ด้วยแสงตอนกลางคืน (การสังเคราะห์ด้วยแสงต้องใช้พลังงานจากแสงแดด ซึ่งกลางคืนไม่มีแสงครับ!)
ข้อที่ 63. การที่รากของพืชพยายามเบนหนีจากแสงสว่างอยู่ตลอดเวลานั้นเนื่องจาก
กลไกการทำงานของออกซิน (Auxin): ออกซินจะหนีแสงเสมอ ทำให้ "ด้านที่มืด" มีปริมาณออกซินสะสมอยู่ มากกว่า "ด้านที่สว่าง"
ความต่างระหว่างยอดกับราก: ที่ปลายยอด ออกซินสูงจะกระตุ้นการยืดตัว (ยอดเลยโค้งหาแสง) แต่ที่ "ปลายราก" ปริมาณออกซินที่สูงเกินไปจะ "ยับยั้ง" การยืดตัวของเซลล์
ดังนั้น ด้านที่มืด (ออกซินเยอะ) เซลล์จะขยายตัวช้า ส่วน ด้านที่สว่าง (ออกซินน้อยกว่า) เซลล์จะขยายตัวได้เร็วกว่า ทำให้รากโค้ง "เบนหนีแสง (Negative phototropism)" ครับ
ข้อที่ 64. ฮอร์โมนพืชที่ยับยั้งการงอก กับฮอร์โมนที่กระตุ้นการงอกของเมล็ด คือข้อใดตามลำดับ
✓ ก. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid - ABA): ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด "ยับยั้งการงอก" ทำให้เมล็ดเข้าสู่ระยะพักตัว (Dormancy) เพื่อรอฤดูที่เหมาะสม
✓ จิบเบอเรลลิน (Gibberellin - GA): ทำหน้าที่ "กระตุ้นการงอก" โดยไปกระตุ้นให้เมล็ดสร้างเอนไซม์ย่อยสลายแป้งมาเป็นน้ำตาลเพื่อให้พลังงานแก่เอ็มบริโอ
✗ ไซโตไคนิน (Cytokinin): เน้นกระตุ้นการแบ่งเซลล์และชะลอความแก่ของพืช
✗ เอทิลีน (Ethylene): เป็นแก๊สที่เน้นกระตุ้นการสุกของผลไม้และการหลุดร่วงของใบ
✗ ออกซิน (Auxin): เน้นกระตุ้นการขยายตัวของเซลล์ตามยาวและการเกิดราก
ข้อที่ 65. ใบของพืช ก เป็นใบประกอบที่จะหุบเมื่อได้รับแสง ส่วนดอกของพืช ข จะบานเฉพาะเวลากลางคืน ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
วิเคราะห์โจทย์: พืช ก (หุบเมื่อโดนแสง) และ พืช ข (บานกลางคืน) เป็นการตอบสนองต่อแสงโดย ทิศทางการเคลื่อนไหวไม่เกี่ยวกับทิศทางของแสง เรียกว่าการเคลื่อนไหวแบบ Nastic movement (Photonasty)
✗ 1. เป็นการเคลื่อนไหวแบบอัตโนวัติ (Autonomic movement): (ผิด) เพราะ Nastic movement เป็นการเคลื่อนไหวที่มีสิ่งเร้าจากภายนอกมากระตุ้น เรียกว่า Paratonic movement ครับ (แบบอัตโนวัติคือขยับเองโดยไม่มีสิ่งเร้า เช่น การแกว่งของยอดพืช)
✓ 2. มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าในรูปแบบเดียวกัน: (ถูกต้อง) คือตอบสนองแบบ Nastic movement เหมือนกัน
✗ 3. มีการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่งภายในเซลล์: (ผิดสำหรับพืช ข) การหุบใบของพืช ก เกิดจากแรงดันเต่ง (Turgor pressure) แต่การบานของดอกไม้ (พืช ข) เกิดจาก "การเจริญเติบโตของกลุ่มเซลล์ที่ไม่เท่ากัน (Growth movement - Epinasty/Hyponasty)" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร ไม่ใช่แรงดันเต่งที่เข้าออกได้ครับ
✓ 4. เป็นการตอบสนองที่มีการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า: (ถูกต้อง) นี่คือนิยามของ Nastic movement เลยครับ
ข้อที่ 66. ชาวสวนนิยมใส่สารบางชนิดให้แก่ไม้ประดับทำให้ต้นไม้เตี้ยแคระ สารชนิดนี้น่าจะยับยั้งการสร้างฮอร์โมนชนิดใด
สารที่ชาวสวนนิยมใช้ทำไม้แคระ (เช่น Paclobutrazol) จะไปออกฤทธิ์ ยับยั้งการสังเคราะห์ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) * เนื่องจากจิบเบอเรลลินมีหน้าที่หลักในการ "กระตุ้นการยืดตัวของข้อและปล้อง (Internode elongation)" เมื่อฮอร์โมนนี้ถูกยับยั้ง ปล้องจึงสั้นลง ทำให้ต้นไม้กลายเป็นทรงพุ่มเตี้ยแคระนั่นเองครับ
ข้อที่ 67. การที่ส่วนยอดของพืชสามารถโค้งเข้าหาแสงได้นั้น เนื่องมาจากอิทธิพลของฮอร์โมนพืชที่สร้างมาจากเนื้อเยื่อเจริญในข้อใด
ฮอร์โมนที่ทำให้ยอดโค้งหาแสงคือ ออกซิน (Auxin หรือ IAA)
แหล่งผลิตหลักของออกซินในพืชคือ เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอด (Apical meristem) และใบอ่อน ก่อนที่จะถูกลำเลียงลงสู่ด้านล่างของลำต้นครับ
✗ ข. Lateral meristem (เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง): เช่น แคมเบียม ทำหน้าที่เพิ่มความกว้างของลำต้น
✗ ค. Intercalary meristem (เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ): พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ช่วยให้ปล้องยืดตัวยาวขึ้น
ข้อที่ 68. ข้อใดสรุปเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวระหว่างปลายยอดกับปลายรากของพืชได้ถูกต้อง
การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วง (Geotropism หรือ Gravitropism):
✓ ปลายยอด (Shoot): จะเจริญเติบโต "สวนทาง" กับแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอ (ชูขึ้นฟ้า) จึงเรียกว่า Negative geotropism
✓ ปลายราก (Root): จะเจริญเติบโต "เข้าหา" หรือตามทิศทางของแรงโน้มถ่วงเสมอ (มุดลงดิน) จึงเรียกว่า Positive geotropism
✗ ข้อ ง. ที่สลับกันจึงผิดครับ
ข้อที่ 69. ลักษณะอาการของพืชต่อไปนี้... ข้อใดที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยเอทิลีน (Ethylene)
ตามหน้าที่หลักของฮอร์โมนพืช ข้อที่ไม่ได้ทำโดยเอทิลีนคือ ข้อ 2 (GA ทำ) และข้อ 3 (Auxin แบบสังเคราะห์ เช่น IBA, NAA ทำ) จึงตอบข้อ ค. ครับ
ข้อที่ 70. Microvilli ที่พบบนผิวของเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็กมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอย่างไร
ผนังลำไส้เล็กจะพับทบไปมาเรียกว่า Villi และที่ผิวของเซลล์แต่ละเซลล์จะมียื่นเป็นขนเล็กๆ นับพันเรียกว่า Microvilli
✓ หน้าที่ 1: ทำให้โครงสร้างมีลักษณะคล้ายแปรง (Brush border) ช่วย เพิ่มพื้นที่ผิว มหาศาล ทำให้ดูดซึมอาหารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
✓ หน้าที่ 2: บริเวณ Brush border นี้ยังเป็นที่อยู่ของ เอนไซม์ หลายชนิด (เช่น Maltase, Sucrase, Lactase, Peptidase) ที่ใช้ย่อยสารอาหารโมเลกุลคู่ให้กลายเป็นโมเลกุลเดี่ยวขั้นตอนสุดท้ายก่อนดูดซึมเข้าเซลล์ครับ
✗ ก. การบีบตัวดันอาหาร เรียกว่า Peristalsis
✗ ข. สร้างเมือก เป็นหน้าที่ของ Goblet cell
ชุดที่ 8 : ข้อ 71 - 80
Digestive • Circulatory • EKGข้อที่ 71. ความผิดปกติที่เรียกว่า Achalasia เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของอวัยวะใด
✓ ก. หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างไม่คลายตัว: อาการ Achalasia คือภาวะที่กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร (LES) เกร็งและไม่ยอมคลายตัว ทำให้อาหารกลืนไม่ลงและไปกระจุกอยู่ที่ปลายหลอดอาหาร
✗ ข. กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารบีบตัวไม่ประสานกัน: จะทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือกระเพาะอาหารบีบตัวช้า (Gastroparesis) ไม่ใช่ Achalasia
✗ ค. ลิ้นไก่ (Epiglottis) ปิดไม่สนิทขณะกลืน: ลิ้นไก่ (จริงๆ Epiglottis คือฝาปิดกล่องเสียง) ถ้าปิดไม่สนิทจะทำให้อาหาร "สำลัก" เข้าหลอดลม
✗ ง. หูรูดทวารหนัก (Anal sphincter) หย่อนสมรรถภาพ: จะทำให้กลั้นอุจจาระไม่อยู่ ไม่เกี่ยวกับการกลืนอาหาร
ข้อที่ 72. ลำไส้เล็กส่วนใดที่มีการดูดซึมน้ำดีกลับ (Bile salt reabsorption) เป็นหลัก
✗ ก. Duodenum: ลำไส้เล็กส่วนต้น เป็นส่วนที่ "สั้นที่สุด" หน้าที่หลักคือ "ย่อยอาหาร" ให้เสร็จสมบูรณ์ โดยรับน้ำดีและเอนไซม์จากตับอ่อน
✗ ข. Jejunum: ลำไส้เล็กส่วนกลาง หน้าที่หลักคือ "ดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่" (เช่น น้ำตาล กรดอะมิโน)
✓ ค. Ileum: ลำไส้เล็กส่วนปลายที่ยาวที่สุด มีหน้าที่พิเศษคือการ "ดูดซึมเกลือน้ำดี (Bile salt)" กลับคืนสู่ตับ (Enterohepatic circulation) และดูดซึมวิตามิน B12
✗ ง. ทั้งหมดมีการดูดซึมเท่าๆ กัน: ผิด ลำไส้เล็กแต่ละส่วนมีหน้าที่เด่นต่างกัน
ข้อที่ 73. ในคนปกติ การดูดซึมกรดอะมิโนเกิดขึ้นที่ส่วนใดของทางเดินอาหารมากที่สุด
✗ ก. กระเพาะอาหาร: กระเพาะอาหารมีการดูดซึมสารได้น้อยมาก (ดูดซึมได้แค่แอลกอฮอล์และยาบางชนิด)
✓ ข. ลำไส้เล็กส่วน Duodenum และ Jejunum: ถูกต้อง! สารอาหารส่วนใหญ่ที่ย่อยเสร็จแล้ว รวมถึงกรดอะมิโน จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างหนาแน่นที่บริเวณนี้
✗ ค. ลำไส้เล็กส่วน Ileum: เน้นดูดซึมเกลือน้ำดีและวิตามิน B12 เป็นหลัก
✗ ง. ลำไส้ใหญ่: หน้าที่หลักคือดูดซึม "น้ำและแร่ธาตุ" กลับ ไม่ใช่แหล่งดูดซึมกรดอะมิโน
ข้อที่ 74. กรดในกระเพาะอาหารมีหน้าที่สำคัญอย่างไร
✗ ก. ย่อยคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว: การย่อยคาร์โบไฮเดรตเกิดขึ้นที่ปาก (Amylase) และลำไส้เล็ก กรดไม่มีหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต
✓ ข. กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เปปซินและทำลายเชื้อโรค: กรดเกลือ (HCl) ทำหน้าที่เปลี่ยน Pepsinogen (ที่ยังไม่ทำงาน) ให้กลายเป็น Pepsin (ที่พร้อมย่อยโปรตีน) และสภาพความเป็นกรดสูง (pH 1.5-2) ยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ปนมากับอาหาร
✗ ค. ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ: ไม่ใช่หน้าที่หลักของกรดในกระเพาะอาหาร
✗ ง. ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมัน: การย่อยไขมันต้องอาศัยน้ำดีจากตับและเอนไซม์ Lipase ในลำไส้เล็ก
ข้อที่ 75. การบีบตัวของทางเดินอาหารเพื่อเคลื่อนย้ายอาหารไปข้างหน้าเรียกว่าอะไร
✓ ก. Peristalsis (เพอริสตัลซิส): เป็นการบีบตัวรูดเป็นระลอกของกล้ามเนื้อเรียบ เพื่อดันก้อนอาหาร (Bolus/Chyme) ให้ "เคลื่อนที่ไปข้างหน้า" ตามทางเดินอาหาร
✗ ข. Segmentation: เป็นการบีบตัวสลับไปมาในลำไส้เล็ก เพื่อ "คลุกเคล้า" อาหารให้เข้ากับน้ำย่อย ไม่ได้เน้นดันไปข้างหน้า
✗ ค. Digestion: แปลว่า "การย่อยอาหาร"
✗ ง. Absorption: แปลว่า "การดูดซึม"
ข้อที่ 76. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการไหลเวียนของน้ำเหลืองในระบบน้ำเหลือง
✗ ก. Central lacteal... ลำเลียงสารอาหารประเภทไขมันเข้าสู่ระบบ Portal vein: ผิด! หลอดน้ำเหลืองฝอย (Lacteal) ดูดซึมไขมันแล้วจะส่งเข้าสู่ "ระบบน้ำเหลือง" โดยตรง ไม่ผ่านเส้นเลือดพอร์ทัลเวนเข้าตับ
✗ ข. Right lymphatic duct... นำน้ำเหลืองจากส่วนศีรษะ คอ แขน ทรวงอก ช่องท้อง และขา ด้านขวาทั้งหมด...: ผิด! Right lymphatic duct รับน้ำเหลืองเฉพาะ "ขวาบน (แขนขวา ซีกขวาของหัว คอ และอก)" เท่านั้น ส่วนที่เหลือทั้งตัวรวมถึงขาขวาจะเข้าทาง Thoracic duct
✓ ค. (ข้อนี้ถูก): หลอดน้ำเหลืองไม่มีปั๊มแบบหัวใจ จึงต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อลายรอบๆ (Muscle pump) และแรงดันจากการหายใจเข้าออก/การลุกนั่ง (Respiratory pump) เพื่อดันน้ำเหลืองในท่อใหญ่ (Thoracic duct) ให้ไหลกลับหัวใจ
✗ ง. น้ำเหลืองจาก Right lymphatic duct และ Thoracic duct ไหลเข้าสู่ Right atrium โดยตรง: ผิด! ท่อน้ำเหลืองใหญ่ทั้งสองจะเทเข้าเส้นเลือดดำใหญ่บริเวณไหปลาร้า เรียกว่า Subclavian vein ก่อนจะไหลเข้าหัวใจ
ข้อที่ 77. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดเข้าและออกจากหัวใจ
✓ ก. (ข้อนี้ถูก): หัวใจห้องบนขวา (Right atrium) รับเลือดดำจาก 3 แหล่ง คือ Superior vena cava (ร่างกายส่วนบน), Inferior vena cava (ร่างกายส่วนล่าง), และ Coronary sinus (เลือดดำจากกล้ามเนื้อหัวใจเอง ซึ่งเทเปิดเข้าห้องบนขวาโดยตรง)
✗ ข. เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไหลเข้าสู่ Right atrium ผ่านทาง Superior vena cava และ Inferior vena cava เท่านั้น: ผิด เพราะมี Coronary sinus ด้วย
✗ ค. เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไหลจาก Right atrium ไปยัง Right ventricle โดยผ่านลิ้นหัวใจ Mitral valves...: ผิด! ลิ้นกั้นระหว่างห้องขวาคือ Tricuspid valve ส่วน Mitral valve (Bicuspid) กั้นอยู่ฝั่งซ้าย
✗ ง. เลือดที่มีออกซิเจนสูงเข้าสู่ Left atrium ผ่านทางเส้นเลือด Pulmonary arteries...: ผิด! เลือดแดงจากปอดกลับเข้าหัวใจห้องบนซ้ายต้องผ่าน Pulmonary veins (ส่วน Pulmonary artery พาเลือดดำออกจากหัวใจไปปอด)
ข้อที่ 78. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
✗ ก. โครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจของมนุษย์ทุกช่วงของพัฒนาการมีลักษณะเหมือนกัน: ผิด ทารกในครรภ์มีการไหลเวียนเลือดต่างจากผู้ใหญ่มาก (มีรูเปิด Foramen ovale และ Ductus arteriosus ลัดวงจรปอด)
✓ ข. (ข้อนี้ถูก): ทันทีที่เลือดแดงสูบฉีดออกจากหัวใจซ้ายล่างเข้าหลอดเลือดแดงใหญ่ Aorta จะมีแขนงแรกสุดแยกออกมาทันที เรียกว่าหลอดเลือด Coronary artery เพื่อเอาเลือดแดงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจให้ทำงานได้ตลอดชีวิต
✗ ค. Fossa ovalis เป็นแอ่งที่พบใน Right atrium ซึ่งเป็นทางผ่านของเลือดจาก Right atrium ไปยัง Left atrium ของทารกในครรภ์: ผิด! รูที่เป็นทางผ่านตอนอยู่ในครรภ์เรียกว่า Foramen ovale แต่พอคลอดออกมา รูนี้จะปิดสนิทกลายเป็นรอยบุ๋มทิ้งไว้ เรียกว่า Fossa ovalis (รอยบุ๋มไม่ใช่ทางผ่านแล้ว)
✗ ง. การทำ Balloon angioplasty มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายท่อของหลอดเลือด Coronary vein...: ผิด การทำบอลลูนต้องทำเพื่อขยายเส้นเลือดแดง Coronary artery ที่ตีบตันจากไขมัน ไม่ใช่เส้นเลือดดำ (vein)
ข้อที่ 79. จากภาพ EKG ที่กำหนด ข้อความใดต่อไปนี้อธิบายถูกต้อง
✗ ก. P แสดงการเกิด Depolarization ของ Ventricle: ผิด คลื่น P wave แสดงการเกิด Depolarization ของ Atrium (หัวใจห้องบนหดตัวบีบเลือดลงล่าง)
✗ ข. Q แสดงการเกิด Depolarization ของ Atrium: ผิด QRS complex ทั้งชุดเกิดพร้อมกัน
✓ ค. QRS แสดงการเกิด Depolarization ของ Ventricle: ถูกต้อง คลื่นคลื่น QRS complex จังหวะที่แหลมสูงที่สุด คือจังหวะที่หัวใจห้องล่าง (Ventricle) ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าอย่างรุนแรงให้บีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายและปอด
✗ ง. T แสดงการเกิด Repolarization ของ Atrium: ผิด คลื่น T wave แสดงการเกิด Repolarization ของ Ventricle (หัวใจห้องล่างคลายตัวพักเพื่อเตรียมรับเลือดรอบใหม่)
ข้อที่ 80. ...พยาบาลได้ทำการวัดความดันโลหิต พบว่ามีความดันโลหิตเท่ากับ 150/90 ข้อใดกล่าวถูกต้อง
✓ ก. (ข้อนี้ถูก): หน่วยมาตรฐานสากลในการวัดความดันโลหิตคือ มิลลิเมตรปรอท (mmHg) เสมอ
✗ ข. Systolic blood pressure ของนักเรียนคนนี้มีค่าเท่ากับ 90: ผิด! ตัวเลข 150/90 ตัวหน้า (150) คือความดันขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่า Systolic pressure
✗ ค. Diastolic blood pressure ของนักเรียนคนนี้มีค่าเท่ากับ 150: ผิด! ตัวหลัง (90) คือความดันขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่า Diastolic pressure
✗ ง. เครื่องมือที่พยาบาลใช้ในการวัดความดันของนักเรียนคนนี้คือ EKG: ผิด! EKG (หรือ ECG) ใช้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ส่วนเครื่องวัดความดันเรียกว่า Sphygmomanometer (สฟิกโมมาโนมิเตอร์)
ชุดที่ 9 : ข้อ 81 - 90
Blood • Respiration • Excretion • Kidneyข้อที่ 81. เด็กหญิงพรีโอเริ่มมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเลือดไหลมากและยาวนานกว่าปกติ... น่าจะเกิดความผิดปกติของเซลล์ในข้อใด
โจทย์วิเคราะห์: เลือดไหลไม่หยุด/ไหลนานกว่าปกติ บ่งบอกว่าร่างกายมีปัญหาในกระบวนการ "แข็งตัวของเลือด (Blood clotting)" ซึ่งเป็นหน้าที่ของ เกล็ดเลือด (Platelet / Thrombocyte)
✗ ก. Leukocyte: คือ "เม็ดเลือดขาว" มีหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและทำลายเชื้อโรค ไม่เกี่ยวกับการห้ามเลือด
✗ ข. Melanocyte: คือ "เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานิน" ในผิวหนัง ทำให้ผิวมีสีคล้ำเพื่อป้องกันรังสี UV
✗ ค. Erythrocyte: คือ "เม็ดเลือดแดง" มีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน (เด็กคนนี้ซีดเพราะเสียเม็ดเลือดแดง แต่ต้นเหตุที่เลือดไม่หยุดไม่ใช่ความผิดปกติของตัวเม็ดเลือดแดงเอง)
✓ ง. Megakaryocyte: คือ "เซลล์ต้นกำเนิดเกล็ดเลือด" ที่อยู่ในไขกระดูก เซลล์นี้จะแตกตัวออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ กลายเป็นเกล็ดเลือด (Platelet) เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าเซลล์นี้ผิดปกติ เกล็ดเลือดก็จะต่ำ เลือดจึงแข็งตัวช้าครับ
ข้อที่ 82. จากตารางลักษณะของเม็ดเลือดขาว ข้อใดคือเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่เป็น Phagocytic cell
Phagocytic cell: คือเซลล์ที่เขมือบเชื้อโรคด้วยวิธี Phagocytosis (การหลั่งเอนไซม์ย่อย) ตัวท็อปของวงการนี้คือ Neutrophil และ Macrophage (Monocyte)
✗ ก. นิวเคลียส 1-2 พู, แกรนูลใหญ่สีส้มเข้ม: ลักษณะนี้คือ Eosinophil หน้าที่หลักคือทำลายปรสิต/พยาธิ และเกี่ยวข้องกับภูมิแพ้
✓ ข. นิวเคลียส 3-5 พู (Multilobed), แกรนูลเล็กสีน้ำเงินอมส้ม (สีชมพูม่วงๆ): ลักษณะนี้คือ Neutrophil ซึ่งเป็นทหารราบด่านหน้า มีหน้าที่หลักคือเป็น Phagocytic cell เขมือบแบคทีเรีย!
✗ ค. นิวเคลียส 1-2 พู, แกรนูลใหญ่สีน้ำเงินเข้ม: ลักษณะนี้คือ Basophil หน้าที่หลักคือหลั่งสาร Histamine (ก่อภูมิแพ้/อักเสบ) และ Heparin (ป้องกันเลือดแข็งตัว)
✗ ง. นิวเคลียสกลม, แกรนูลไม่พบ (Agranulocyte): ลักษณะนี้คือ Lymphocyte (B-cell / T-cell) หน้าที่คือสร้างระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ
ข้อที่ 83. ขณะที่เราหายใจเข้า ข้อใดไม่เป็นความจริง
✗ ก. กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงแถบนอกหดตัว: (เป็นความจริง) ทำให้กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้นและบานออก
✗ ข. ความดันในช่องอกลดลง: (เป็นความจริง) เมื่อปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้นตามกฎของบอยล์ ความดันจะลดลง
✓ ค. (ข้อนี้ไม่จริง): เวลาหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมต้อง "หดตัวและเลื่อนต่ำลง (แบนราบลง)" เพื่อเพิ่มพื้นที่ช่องอกครับ ไม่ใช่คลายตัวแล้วดันขึ้นไปในช่องอก! (การคลายตัวโค้งขึ้นไปคือกลไกการ "หายใจออก" ครับ)
✗ ง. ความดันอากาศในปอดต่ำกว่าความดันอากาศภายนอก: (เป็นความจริง) อากาศภายนอก (ความดันสูงกว่า) จึงไหลเข้าสู่ปอดได้
ข้อที่ 84. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Hemoglobin (Hb)
✗ ก. เมื่อ pH ของเลือดต่ำลง Hb จะจับ O2 ได้มากขึ้น: ผิดครับ pH ต่ำ (เลือดเป็นกรดจาก CO2 สูง) จะทำให้ Hb ความสามารถตก และ "ปล่อย" O2 ออกมาต่างหาก
✓ ข. Bohr effect ส่งผลให้ Hb ปล่อย O2 ได้มากขึ้น: ถูกต้อง! Bohr effect คือปรากฏการณ์ที่เนื้อเยื่อทำงานหนัก เกิด CO2 เยอะ เลือดเป็นกรด (pH ต่ำ) ทำให้ ฮีโมโกลบินลดความเกาะติดกับออกซิเจน และยอม "เท" ออกซิเจนให้เนื้อเยื่อเอาไปใช้สร้างพลังงาน
✗ ค. เมื่อ Partial pressure ของ O2 สูง Hb จะปล่อย O2 ได้มากขึ้น: ผิดครับ ถ้าระดับ O2 สูง (เช่น ที่ปอด) Hb จะต้อง "จับ" O2 ได้ดีขึ้น ไม่ใช่ปล่อย
✗ ง. ในบริเวณที่มี CO2 สูง Hb จะจับกับ CO2 ได้ดีกว่า O2 จึงอาจทำให้เสียชีวิตได้: ผิดครับ CO2 ไม่ได้แย่งจับที่เดียวกับ O2 ตัวที่แย่งจับกับ O2 ได้ดีกว่าจนทำให้ตายได้คือ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ต่างหาก!
ข้อที่ 85. คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการหายใจ ส่วนใหญ่จะถูกลำเลียงไปตามกระแสเลือดในรูปแบบใด
ร่างกายมีวิธีกำจัด CO2 ออกจากเซลล์ไปที่ปอด 3 ทาง:
✓ ก. ไบคาร์บอเนตละลายอยู่ในพลาสมา (HCO3-): นี่คือช่องทางหลัก! ประมาณ 70% ของ CO2 จะทำปฏิกิริยากับน้ำในเม็ดเลือดแดงกลายเป็นกรดคาร์บอนิก แล้วแตกตัวเป็นไบคาร์บอเนตไอออนไหลล่องลอยไปในพลาสมาอย่างปลอดภัย
✗ ข. กรดคาร์บอนิกละลายอยู่ในพลาสมา: กรดคาร์บอนิก (H2CO3) ไม่เสถียร มันจะแตกตัวเป็นไบคาร์บอเนตทันที จึงไม่ใช่อยู่ในรูปนี้เป็นหลัก
✗ ค. คาร์บอนไดออกไซด์จับตัวกับฮีโมโกลบิน: มีแค่ประมาณ 20% เท่านั้นที่เกาะไปกับ Hb (ในรูป Carbaminohemoglobin)
✗ ง. ไบคาร์บอเนตไอออนจับตัวกับฮีโมโกลบิน: ผิดกลไกครับ ไบคาร์บอเนตจะถูกปั๊มออกไปลอยในพลาสมา ตัวที่จับกับ Hb คือ CO2 โดยตรงหรือ H+
ข้อที่ 86. ไส้เดือนดินและแม่เพรียงเป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมเดียวกัน แต่การหายใจจะแตกต่างกันคือ
ไส้เดือนดินและแม่เพรียงอยู่ในไฟลัม Annelida (หนอนปล้อง)
✗ ก. ไส้เดือนดินหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน...: ผิด! ไส้เดือนดินต้องใช้ออกซิเจนครับ
✗ ข. ไส้เดือนดินหายใจโดยใช้ผิวลำตัว ส่วนแม่เพรียงมีระบบท่อลมหายใจ: ผิดตรงแม่เพรียง "ท่อลม (Trachea)" เป็นของแมลง ไม่ใช่แม่เพรียง
✗ ค. ไส้เดือนดินหายใจโดยระบบเลือดและระบบท่อลม...: ผิด ไส้เดือนดินไม่มีท่อลม
✓ ง. (ข้อนี้ถูก): ไส้เดือนดิน ใช้ "ผิวหนังที่เปียกชื้น (Moist skin)" ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ส่วน แม่เพรียง (Sandworm) อยู่ในทะเล จะมีระยางค์ด้านข้างเรียกว่า พาราโพเดีย (Parapodia) ซึ่งทำหน้าที่เสมือน "เหงือก (Gills)" ในการแลกเปลี่ยนแก๊สครับ
ข้อที่ 87. เมื่อระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพิ่มขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่อระบบหายใจของมนุษย์
✗ ก. ระดับออกซิเจนเพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติ: ร่างกายเพิ่ม O2 เองไม่ได้ ต้องสั่งให้หายใจเข้าก่อน
✓ ข. (ข้อนี้ถูก): เมื่อ CO2 สูง มันจะรวมกับน้ำกลายเป็นกรด ทำให้ ค่า pH ในเลือด "ลดลง" (เป็นกรด) สมองส่วน Medulla oblongata จะเซนเซอร์เจอความเป็นกรดนี้ แล้วส่งสัญญาณสั่งให้กล้ามเนื้อซี่โครงหดตัวแรงและเร็วขึ้น (หายใจหอบ) เพื่อขับ CO2 ทิ้ง!
✗ ค. กระบวนการหายใจระดับเซลล์ลดลง ส่งผลให้เกิดการสะสมกรดแลคติก...: การสะสมกรดแลคติกเกิดจากการขาด O2 ชั่วขณะ (Anaerobic) ไม่ใช่การตอบสนองหลักของระบบควบคุมการหายใจ
✗ ง. ค่า pH ในเลือดสูงขึ้น...: ผิด! CO2 ทำให้เลือดเป็นกรด ดังนั้น pH ต้อง "ลดลง" ไม่ใช่สูงขึ้น
ข้อที่ 88. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการหายใจ
✓ ก. ตั๊กแตนมีถุงลม (Air sac): ถูกต้องครับ แมลงที่บินได้หรือเคลื่อนที่เร็วๆ อย่างตั๊กแตน จะมีถุงลมต่อกับระบบท่อลม (Trachea) ไว้ทำหน้าที่เหมือนปั๊มลมช่วยดันอากาศให้หมุนเวียนได้เร็วขึ้น
✗ ข. นกไม่มีถุงลม (Air sac) เก็บอากาศ: ผิดเต็มประตู! นกมีถุงลมเยอะมากถึง 9 ถุง เพื่อช่วยปั๊มอากาศให้ไหลผ่านปอดแบบทางเดียว (Double respiration)
✗ ค. ปลานิลใช้เหงือกแลกเปลี่ยนแก๊สได้ดี เนื่องจากออกซิเจนละลายน้ำได้ดี: ผิดตรงเหตุผลครับ ความจริงคือ "ออกซิเจนละลายในน้ำได้แย่มาก (น้อยกว่าในอากาศถึง 30 เท่า)" ปลาจึงต้องวิวัฒนาการเหงือกและระบบ Countercurrent exchange มาดึง O2 อันน้อยนิดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
✗ ง. กุ้งแลกเปลี่ยนแก๊สได้ดีในบริเวณที่อุณหภูมิสูง...: ผิดหลักเคมีครับ แก๊สจะละลายในน้ำได้ "ดีขึ้น" ในอุณหภูมิที่ "ต่ำ" (น้ำเย็น) น้ำร้อน O2 จะระเหยหนีหมด
ข้อที่ 89. จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ ข้อใดเป็นความจริง (ปริมาณของเสียที่ไต, การกรอง)
✗ I. ผิด: เส้นเลือด Renal artery คือเส้นที่พาของเสีย (ยูเรีย) "เข้า" มาทิ้งที่ไต ส่วน Renal vein คือเส้นที่พาเลือดที่ "กรองสะอาดแล้ว" ออกจากไต ดังนั้น Renal vein ต้องมีของเสียน้อยกว่า!
✓ II. ถูก: ท่อขดส่วนต้น (Proximal Convoluted Tubule - PCT) ทำหน้าที่ดูดกลับสารที่มีประโยชน์แบบ 100% ซึ่งก็คือ กลูโคส และ กรดอะมิโน
✗ III. ผิด: ของเหลวที่กรองได้ (Filtrate) จะไม่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ผ่านลงมาได้เลย เช่น "โปรตีนในพลาสมา" และเม็ดเลือด ดังนั้นองค์ประกอบจึง "ไม่เหมือน" พลาสมา 100%
✓ IV. ถูก: ไตมีความสามารถในการชดเชยการทำงาน (Compensatory hypertrophy) หากเหลือไตข้างเดียว ไตข้างนั้นจะกรองเลือดหนักขึ้นจนผลิตปัสสาวะได้ใกล้เคียงคนปกติ
ข้อที่ 90. ข้อใดถูกต้อง (จากตารางเปรียบเทียบ Kangaroo rat กับ คน)
จากตาราง Kangaroo rat ได้น้ำจากเมแทบอลิซึมถึง 1.8 ml (คิดเป็น 90% ของน้ำที่เข้าตัว) และเสียน้ำทางปัสสาวะน้อยมากๆ แค่ 0.45 ml
✗ ก. คนขับถ่ายปัสสาวะที่มีความเข้มข้นสูงกว่า Kangaroo rat: ผิดครับ หนูจิงโจ้สูญเสียปัสสาวะน้อยมาก แปลว่าปัสสาวะมันต้อง "เข้มข้นสุดๆ" เหนียวเป็นสิรัปเลย เพื่อเซฟน้ำไว้
✗ ข. คนไม่มี Juxtamedullary nephron ที่ช่วยรักษาน้ำในร่างกาย: ผิดครับ คนมีหน่วยไตชนิดนี้ประมาณ 15% ส่วนหน่วยไตหลักคือ Cortical nephron
✗ ค. Kangaroo rat ไม่มีต่อมเหงื่อ ทำให้ลดการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย: ตามธรรมชาติคือจริง แต่มัน "สรุปไม่ได้จากตารางนี้" และตารางยังโชว์ว่ามันเสียน้ำทางการระเหยถึง 1.46 ml (ลมหายใจ)
✓ ง. Kangaroo rat มี Loop of Henle ยาวกว่าทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง: นี่คือ Fact ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของหนูทะเลทราย! Loop of Henle ที่ยาวมากจุ่มลึกลงไปใน Medulla ช่วยสร้างความเค็มดึงน้ำกลับได้มหาศาล ทำให้ฉี่ออกมาน้อยและเข้มข้น
ชุดที่ 10 : ข้อ 91 - 100
Excretion • Immunity • Rh factorข้อที่ 91. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระบบขับถ่ายของสิ่งมีชีวิตต่อไปนี้
✓ ก. (ข้อนี้ถูก): ไฮดราเป็นสัตว์น้ำชั้นต่ำที่ไม่มีอวัยวะขับถ่ายเฉพาะ ของเสียหลักคือ "แอมโมเนีย" ซึ่งละลายน้ำได้ดีมาก จึงใช้วิธี การแพร่ (Diffusion) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกสู่สภาพแวดล้อมได้โดยตรง
✗ ข. ในหนู Collecting duct ของไตทำหน้าที่ดูดกลับกลูโคส: ผิด! กลูโคสและกรดอะมิโนทั้งหมดจะถูกดูดกลับแบบ 100% ที่ท่อขดส่วนต้น (PCT) ส่วนท่อรวม (Collecting duct) เน้นดูดกลับน้ำตามคำสั่งของฮอร์โมน ADH
✗ ค. พลานาเรียขับยูเรียออกจากร่างกายโดยอาศัย Flame cell: พลานาเรียมี Flame cell จริง แต่ขับของเสียในรูป "แอมโมเนีย" ไม่ใช่ยูเรีย
✗ ง. ในคนส่วนของไตที่ทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นคือ Distal convoluted tubule: ผิด! โครงสร้างหลักที่สร้างความเข้มข้นให้ปัสสาวะ คือ ห่วงเฮนเล (Loop of Henle) และท่อรวม (Collecting duct) ไม่ใช่ท่อขดส่วนปลาย (DCT)
ข้อที่ 92. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Antidiuretic hormone (ADH)
ความจริงของ ADH: ฮอร์โมนนี้ถูก สร้าง (Synthesized) ขึ้นที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) จากนั้นจะถูกส่งไป เก็บและหลั่ง (Secreted) ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (Posterior pituitary) เพื่อไป "กระตุ้น" การดูดน้ำกลับที่ไต
✗ ก. สร้างจาก Hypothalamus เพื่อยับยั้ง...: ผิดตรงคำว่า "ยับยั้ง" เพราะหน้าที่มันคือ "กระตุ้น" ให้ดูดน้ำกลับ (ป้องกันฉี่เยอะ)
✓ ข. (ข้อนี้ถูกที่สุด): อธิบายแหล่งสร้าง (Hypothalamus) และหน้าที่ (กระตุ้นการดูดน้ำกลับที่ DCT และ Collecting duct) ได้ถูกต้องตามหลักสรีรวิทยา
✗ ค. สร้างจาก Posterior pituitary...: ผิดตรงคำว่า "สร้างจาก" เพราะต่อมใต้สมองส่วนหลังไม่ได้สร้างฮอร์โมนเอง แค่เป็นที่เก็บของเท่านั้น
✗ ง. สร้างจาก Anterior pituitary...: ผิดเต็มประตู ทั้งแหล่งสร้างและหน้าที่
ข้อที่ 93. สภาวะในข้อใดที่ทำให้อัตราการกรองที่โกลเมอรูลัสของไตลดต่ำลง
อัตราการกรอง (Glomerular Filtration Rate - GFR) ขึ้นอยู่กับ "แรงดันเลือด" ในโกลเมอรูลัส และความโปร่งของท่อไต
✓ I. คนที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ: ถูกต้อง! เมื่อความดันเลือดตก แรงดันที่จะดันของเหลวทะลุผนังหลอดเลือดฝอยเข้าสู่โบว์แมนส์แคปซูลก็จะมีน้อยลง GFR จึงตกตาม
✓ II. คนที่เป็นโรคนิ่วในไต: ถูกต้อง! ก้อนนิ่วจะไปอุดตันท่อทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิด "แรงดันต้านกลับ (Back pressure)" ดันสวนขึ้นมาที่แคปซูล ทำให้เลือดกรองผ่านได้ยากขึ้น GFR จึงลดต่ำลง
✗ III. คนที่มีความผิดปกติในการผลิต ADH: ไม่เกี่ยวกับการกรองเริ่มต้นครับ ADH ไปทำงานตอนท้าย (การดูดน้ำกลับที่ท่อรวม) ถ้า ADH ผิดปกติจะทำให้ "ฉี่เยอะ" หรือ "ฉี่น้อย" แต่ GFR ยังปกติ
ข้อที่ 94. ข้อใดเป็นของเสียที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบซึ่งนกและกบขับออกจากร่างกาย
นก: ต้องการประหยัดน้ำให้มากที่สุด และต้องการลดน้ำหนักตัวเพื่อการบิน จึงเปลี่ยนของเสียให้เป็น กรดไดยูริก (Uric acid) ซึ่งตกตะกอนเป็นกึ่งของแข็ง (สีขาวๆ ในขี้นก) ไม่ต้องใช้น้ำในการขับทิ้ง
กบ (สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกตัวเต็มวัย): ใช้ชีวิตบนบกเป็นส่วนใหญ่ จึงขับของเสียในรูปที่มีความเป็นพิษปานกลางและใช้น้ำละลายไม่มากนัก คือ ยูเรีย (Urea)
ข้อที่ 95. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Specific immunity)
✗ ก. ผิวหนัง...: ผิวหนังเป็นระบบภูมิคุ้มกัน แบบไม่จำเพาะ (Innate immunity) ด่านที่ 1
✗ ข. Langerhans cell เป็นเซลล์ที่สร้าง antibody...: ผิด 2 เด้ง! Langerhans cell คือเซลล์แมคโครฟาจชนิดหนึ่งที่ผิวหนัง (ภูมิคุ้มกันไม่จำเพาะ) และมัน สร้าง Antibody ไม่ได้
✓ ค. (ข้อนี้ถูก): CD4+ (Helper T cell) และ CD8+ (Cytotoxic T cell) เป็นทหารระดับท็อปของระบบภูมิคุ้มกัน แบบจำเพาะ (Adaptive/Specific immunity) ด่านที่ 3
✗ ง. Microglia...: Microglia คือแมคโครฟาจประจำการในสมอง มีหน้าที่จับกินเชื้อโรคแบบกวาดเรียบ จึงจัดอยู่ในภูมิคุ้มกัน แบบไม่จำเพาะ
ข้อที่ 96. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันแบบรับมา (Passive immunity)
✗ ก. ต่อมน้ำตา...: เป็นด่านหน้า (ภูมิคุ้มกันไม่จำเพาะ)
✓ ข. (ข้อนี้ถูก): CAR-T cell คือการเอา T-cell ของผู้ป่วยออกมา "ตัดต่อพันธุกรรมติดอาวุธ" ในหลอดทดลอง แล้วฉีด กลับเข้าไปรับใช้ร่างกาย (Adoptive transfer) ซึ่งหลักการนี้นับรวมอยู่ในหมวด ภูมิคุ้มกันแบบรับมา เพราะร่างกายไม่ได้กระตุ้นสร้างความจำเพาะนั้นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
✗ ค. ในพลาสมาของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 ที่หายจากโรคแล้ว มี Antibody ซึ่ง "ได้รับมาจากผู้ไม่เคยติดเชื้อ"...: ประโยคนี้คือ ข้อสอบวางกับดัก!! พลาสมาของผู้ป่วยที่หายแล้ว ต้องมี Antibody ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง หรือรับมาจาก "ผู้ที่เคยติดเชื้อและหายแล้ว" เท่านั้น!
✗ ง. Macrophage...: เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบ "ไม่จำเพาะ"
ข้อที่ 97. ชายหนุ่ม Rh+ แต่งงานกับหญิงสาว Rh- ตั้งครรภ์ลูกคนแรกมี Rh+ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับโรค Erythroblastosis fetalis
✗ ก. ลูกคนแรกเสียชีวิตในครรภ์มารดา: ผิดครับ "ลูกคนแรกจะรอดชีวิตปลอดภัยดี" เพราะระหว่างตั้งครรภ์ เลือดแม่กับลูกไม่ได้ผสมกัน แต่ตอน "คลอด" รกจะลอกตัว ทำให้เลือดลูก (Rh+) หลุดรอดเข้าไปในกระแสเลือดแม่ (Rh-)
✓ ค. (ข้อนี้ถูก): เมื่อเลือดลูกเข้าไปตอนคลอด ร่างกายแม่จะเห็นว่า Antigen Rh เป็นสิ่งแปลกปลอม แม่จึง "สร้างภูมิคุ้มกัน (Anti-Rh antibody)" เตรียมรบไว้!
✗ ข. ลูกคนที่สองที่มี Rh+ จะรอดชีวิต: นี่แหละตัวอันตราย! ถ้ายอมปล่อยให้แม่สร้าง Antibody ไปแล้ว ท้องคนที่สอง (Rh+) Antibody ตัวนี้จะสามารถมุดผ่านรกเข้าไปโจมตีเม็ดเลือดแดงของลูกคนที่สองจนแตกกระจาย ทำให้แท้งหรือเสียชีวิตได้ (ต้องแก้ด้วยการฉีดยา RhoGAM ให้แม่หลังคลอดคนแรก)
✗ ง. มารดาจะเสียชีวิต...: ผิดครับ แม่ไม่เป็นไรเลย คนที่รับกรรมคือลูกคนที่สอง
ข้อที่ 98. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับกลไกการแพ้อาหารทะเล
อาการแพ้ (Allergy / Type I Hypersensitivity)
✗ ก. โปรตีนในอาหารทะเลทำหน้าที่เป็น Antibody...: ผิด! สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาก่อเรื่องเรียกว่า Antigen หรือ Allergen (สารก่อภูมิแพ้) ต่างหาก
✓ ข. (ข้อนี้ถูก): ร่างกายคนที่แพ้จะสร้าง Antibody ชนิด IgE (Immunoglobulin E) ออกมามากผิดปกติ และไปเกาะสแตนด์บายอยู่ที่ผิวของเซลล์ Mast cell
✗ ค. เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการแพ้คือ Neutrophil และ Monocyte: ผิด! พระเอก (หรือผู้ร้าย) ของงานนี้คือ Mast cell และ Basophil ที่จะปล่อยสาร Histamine ออกมาทำให้หลอดเลือดขยายตัว บวม แดง คัน
✗ ง. การตอบสนองของการแพ้อาหารทะเลเป็นภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ: ผิด! การแพ้เกิดจากการจดจำเฉพาะเจาะจงของ Antibody (IgE) จึงเป็นภูมิคุ้มกันแบบ "จำเพาะ" ที่ทำงานโอเวอร์เร่งเครื่องแรงเกินไป
ข้อที่ 99. จากกราฟที่กำหนด ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ
กราฟรอบแรก (Primary Response): ร่างกายเจอเชื้อโรคครั้งแรก B-cell เพิ่งหัดรบ จะสร้าง Antibody ชนิด IgM (หมายเลข 1) ออกมาก่อนเป็นแนวหน้า จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นชนิด IgG (หมายเลข 2) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าตามมา
กราฟรอบสอง (Secondary Response): รับเชื้อเดิมอีกครั้ง ร่างกายมี Memory B-cell (เซลล์จดจำ) แล้ว จึงปั๊ม IgG (หมายเลข 4) ออกมาได้แบบพุ่งทะยาน รวดเร็ว และปริมาณมหาศาล! ส่วน หมายเลข 3 ก็คือการสร้าง IgM เล็กๆ น้อยๆ เหมือนเดิม
✓ ก. (ข้อนี้ถูกเป๊ะ!): หมายเลข 1 คือ IgM ที่เกิดจาก B-cell ปกติถูกกระตุ้นให้กลายเป็น Plasma cell ในการตอบสนองครั้งแรก
✗ ข. ผิด เพราะหมายเลข 2 คือ IgG
✗ ค. ผิด เพราะหมายเลข 3 คือ IgM
✗ ง. ผิด แม้หมายเลข 4 จะเป็น IgG แต่การสร้างที่พุ่งปรี๊ดขนาดนี้เกิดจากการทำงานของเซลล์ความจำ (Memory B-cell) ที่มีสแตนด์บายไว้อยู่แล้ว ไม่ใช่ B-lymphocytes ทั่วไป
ข้อที่ 100. เมื่อมีบาดแผลที่ผิวหนังของมนุษย์เป็นครั้งแรก ร่างกายจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในข้อใด
✗ ก. Lymphocyte... กำจัดเศษเซลล์: ผิดแน่นอน เพราะหน้าที่เก็บกวาดขยะและเศษเซลล์ตายคือหน้าที่ของ Phagocyte (แมคโครฟาจ/นิวโทรฟิล) ไม่ใช่ทหารจำเพาะอย่าง Lymphocyte
✗ ค. เม็ดเลือดแดงจะเคลื่อนที่มาอุดแผลและหลั่ง Clotting factor: ผิดเต็มๆ คนที่มาอุดแผลและหลั่งสารคือ "เกล็ดเลือด (Platelet)" ไม่ใช่เม็ดเลือดแดง!
✗ ง. ทำให้ Memory cell เปลี่ยนแปลงเป็น Plasma cell: ผิดอย่างแรง เพราะโจทย์บอกชัดเจนว่า "เป็นครั้งแรก" ร่างกายจึงยังไม่มี Memory cell สะสมไว้เลย!
⚠️ ข. Neutrophil ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผล (ท่อนนี้ถูก 100%) ...พร้อมทั้งนำเสนอ Antigen ต่อ Cytotoxic T cell (ท่อนนี้คลาดเคลื่อนทางทฤษฎี):
ความจริงคือ: Neutrophil จับกินเชื้อโรคเก่งมาก แต่มัน ไม่ใช่ เซลล์นำเสนอแอนติเจนมืออาชีพ (Professional APC) ตัวที่ทำหน้าที่พรีเซนต์ Antigen ต่อ T-cell เก่งๆ คือ Macrophage และ Dendritic cell ต่างหาก (และมักจะนำเสนอให้ Helper T-cell ด้วย ไม่ใช่ Cytotoxic!)
ทำไมถึงต้องตอบข้อนี้?: เพราะในข้อสอบที่ตัวเลือกอื่น (ก, ค, ง) ผิดล้านเปอร์เซ็นต์ ข้อ ข. จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด(ตามเจตนาอิงหลักสูตรที่บางครั้งเหมารวม Phagocyte) ที่ควรเลือกเพื่อเก็บคะแนนไปครับ!