เฉลยพรีโอลิมปิก ชีววิทยา ปีที่7

ไฟล์ข้อสอบเพียวๆ

ลิงก์ต้นฉบับ

ชุดที่ 1 : ข้อ 1 - 10

สารชีวโมเลกุล • เซลล์
ข้อที่ 1. ข้อใดคือ Monosaccharide ที่มีคาร์บอน 6 อะตอม
เฉลย: ข. Galactose และ Glucose
อธิบายเจาะลึก:

ข. Galactose และ Glucose: เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) ที่มีคาร์บอน 6 อะตอม (Hexose) มีสูตรทางเคมีคือ C6H12O6 ซึ่งเซลล์นำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก

ก. Sucrose และ Deoxyribose: Sucrose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide) ที่เกิดจากกลูโคสรวมกับฟรุกโทส ส่วน Deoxyribose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวแบบ Pentose (มีคาร์บอน 5 อะตอม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบในโครงสร้างของ DNA

ค. Fructose และ Lactose: Fructose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีคาร์บอน 6 อะตอมจริง แต่ Lactose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เกิดจากกลูโคสรวมกับกาแล็กโทส (พบมากในน้ำนม)

ง. Maltose และ Ribose: Maltose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เกิดจากกลูโคส 2 โมเลกุล ส่วน Ribose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวแบบ Pentose (คาร์บอน 5 อะตอม) ที่เป็นโครงสร้างหลักของ RNA

ข้อที่ 2. ข้อใดคือ Polysaccharide ที่มีโครงสร้างโมเลกุลแบบโซ่ตรง
เฉลย: ง. Cellulose
อธิบายเจาะลึก:

ง. Cellulose: เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่เกิดจากกลูโคสมาต่อกันเป็นสายยาวตรง (Straight chain) ไม่มีการแตกกิ่งก้านสาขา โดยเชื่อมกันด้วยพันธะ β−1,4−glycosidic ทำให้สายเซลลูโลสเรียงชิดกันแน่น เป็นองค์ประกอบหลักที่ให้ความแข็งแรงแก่ผนังเซลล์พืช

ก. Maltotriose: เป็นคาร์โบไฮเดรตสายสั้น (Oligosaccharide) ที่ประกอบด้วยกลูโคสเพียง 3 โมเลกุล ไม่ใช่พอลิแซ็กคาไรด์สายยาว

ข. Glycogen: เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่สะสมในเซลล์สัตว์ (ตับและกล้ามเนื้อ) มีโครงสร้างแบบแตกกิ่งก้านสาขามากที่สุด (Highly branched) เพื่อให้เอนไซม์เข้าสลายเป็นน้ำตาลเพื่อดึงพลังงานไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

ค. Amylopectin: เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของแป้ง (Starch) ที่สะสมในพืช มีโครงสร้างแบบแตกกิ่งก้านสาขา (Branched chain)

ข้อที่ 3. ข้อใดคือโครงสร้างพื้นฐานของกรดอะมิโนที่ทำให้กรดอะมิโนบางชนิดมีคุณสมบัติมีขั้ว
เฉลย: ค. หมู่ R (Side Chain)
อธิบายเจาะลึก:

ค. หมู่ R (Side Chain): กรดอะมิโนทั้ง 20 ชนิดในธรรมชาติจะมีความแตกต่างกันที่โครงสร้างของ "หมู่ R" นี่เอง หากหมู่ R มีธาตุออกซิเจน (O), ไนโตรเจน (N) หรือซัลเฟอร์ (S) เป็นองค์ประกอบ มักจะทำให้กรดอะมิโนชนิดนั้นแสดงสมบัติมีขั้ว (Polar) หรือแตกตัวมีประจุได้

ก. หมู่ Carboxylic และ ข. หมู่ Amine: หมู่คาร์บอกซิล (แสดงสมบัติเป็นกรด) และหมู่อะมิโน (แสดงสมบัติเป็นเบส) เป็นโครงสร้างแกนกลางพื้นฐานที่กรดอะมิโนทุกชนิดต้องมีเหมือนกัน จึงไม่ใช่ส่วนที่ใช้จำแนกคุณสมบัติความมีขั้วเฉพาะตัวของกรดอะมิโนแต่ละชนิด

ง. พันธะไกลโคซิดิก (Glycosidic Bond): เป็นชื่อเรียกพันธะเคมีที่เชื่อมระหว่างโมเลกุลของน้ำตาลในคาร์โบไฮเดรต ไม่ใช่โครงสร้างของกรดอะมิโน (กรดอะมิโนเชื่อมกันด้วยพันธะเพปไทด์)

ข้อที่ 4. ข้อใดคือโปรตีนที่ช่วยสะสมธาตุเหล็ก
เฉลย: ข. Ferritin
อธิบายเจาะลึก:

ข. Ferritin: ทำหน้าที่เป็นโปรตีนสะสม (Storage protein) จับและเก็บรักษาธาตุเหล็กไว้ภายในเซลล์ (เช่น ตับ ม้าม) อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้ธาตุเหล็กอิสระไปทำปฏิกิริยาเกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ

ก. Glucagon และ ง. Insulin: ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็น "ฮอร์โมน" จากตับอ่อนเพื่อควบคุมสมดุลน้ำตาลในเลือด โดย Glucagon ทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาล ส่วน Insulin ทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาล

ค. Transferrin: เป็นโปรตีนในพลาสมาที่ทำหน้าที่ขนส่ง (Transport) ธาตุเหล็กไปตามกระแสเลือดเพื่อนำไปส่งให้เซลล์ต่างๆ ไม่ใช่โปรตีนสำหรับสะสม

ข้อที่ 5. ข้อใดไม่ใช่ Steroid
เฉลย: ค. Geraniol
อธิบายเจาะลึก:

ค. Geraniol: จัดเป็นสารประกอบอินทรีย์ในกลุ่มเทอร์พีน (Terpene) ซึ่งมักพบเป็นองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยของพืช (เช่น น้ำมันกุหลาบ น้ำมันตะไคร้) โครงสร้างโมเลกุลไม่ได้มีวงแหวนคาร์บอน 4 วงแบบสเตอรอยด์

ก. Cholesterol: เป็นลิพิดกลุ่มสเตอรอยด์ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์สัตว์ ช่วยรักษาความคงตัวของเยื่อหุ้มเซลล์ และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สเตอรอยด์ตัวอื่นๆ

ข. Testosterone: เป็นฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานพัฒนามาจากคอเลสเตอรอล จึงจัดอยู่ในกลุ่มสเตอรอยด์

ง. Cortisol: เป็นฮอร์โมนตอบสนองต่อความเครียด สร้างจากต่อมหมวกไตส่วนนอก (Adrenal cortex) จัดเป็นฮอร์โมนกลุ่มสเตอรอยด์เช่นกัน

ข้อที่ 6. ข้อใดคืออนุพันธ์ของ Purine
เฉลย: ง. Adenine และ Guanine
อธิบายเจาะลึก:

ง. Adenine และ Guanine: เป็นเบสไนโตรเจนกลุ่มพิวรีน (Purine) ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ โครงสร้างประกอบด้วยวงแหวนคาร์บอนควบไนโตรเจนแบบวงแหวนคู่ (Double ring) คือวงหกเหลี่ยมเชื่อมติดกับวงห้าเหลี่ยม

ก. Guanine และ Uracil, ข. Cytosine และ Uracil, ค. Thymine และ Adenine: เบส Cytosine (C), Thymine (T) และ Uracil (U) จัดอยู่ในกลุ่มไพริมิดีน (Pyrimidine) ซึ่งมีโครงสร้างเป็นวงแหวนเดี่ยว (Single ring) ขนาดเล็กกว่า

ข้อที่ 7. ข้อใดเป็นความสำคัญของกระบวนการ Crossing over ในการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ระยะ Prophase I
เฉลย: ก. เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์
อธิบายเจาะลึก:

ก. เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์: การเกิด Crossing over คือเหตุการณ์ที่นอนซิสเตอร์โครมาทิด (Non-sister chromatid) ของฮอมอโลกัสโครโมโซม (Homologous chromosome) มาไขว้ทับและแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนดีเอ็นเอกัน ทำให้ยีนเกิดการจัดเรียงตัวรูปแบบใหม่ (Recombination) เซลล์สืบพันธุ์ที่ได้จึงมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำเดิม

ข. ลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง: การลดจำนวนชุดโครโมโซม (จาก 2n เป็น n) เกิดขึ้นจากการดึงแยกฮอมอโลกัสโครโมโซมออกจากกันในระยะ Anaphase I ไม่ใช่ผลลัพธ์ของกระบวนการ Crossing over

ค. ป้องกันความผิดปกติของโครโมโซม และ ง. เพิ่มความแข็งแรงของโครโมโซม: ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ Crossing over และโครโมโซมไม่ได้มีความทนทานหรือแข็งแรงขึ้นในเชิงกลไกจากกระบวนการนี้

ข้อที่ 8. เมื่อศึกษาการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสในเซลล์ที่มีจำนวนโครโมโซม 2n=24 พบว่ามีความผิดปกติที่ทำให้โครโมโซมแท่งหนึ่งไม่แยกจากกันในระยะแอนาเฟส I ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับเซลล์ลูกที่เกิดขึ้น
เฉลย: ข. เซลล์ลูกจะมีจำนวนโครโมโซม n=11 และ n=13 อย่างละ 2 เซลล์
อธิบายเจาะลึก:

ข. เซลล์ลูกจะมีจำนวนโครโมโซม n=11 และ n=13 อย่างละ 2 เซลล์: ในสภาวะปกติ เซลล์ 2n=24 เมื่อแบ่งไมโอซิสเสร็จจะได้เซลล์ลูก 4 เซลล์ที่มี n=12 แต่เมื่อเกิดความผิดปกติแบบ Nondisjunction ในระยะ Meiosis I โครโมโซมคู่หนึ่งจะไม่แยกกันและถูกดึงไปขั้วเดียวกันหมด ส่งผลให้เซลล์ลูกทั้ง 4 ผิดปกติทั้งหมด แบ่งเป็นเซลล์ที่ได้รับโครโมโซมเกินมา (n+1 = 13) จำนวน 2 เซลล์ และเซลล์ที่โครโมโซมขาดหายไป (n-1 = 11) จำนวน 2 เซลล์

ก. เซลล์ลูกทั้งหมดจะมีจำนวนโครโมโซม 2n=24: ผิด เพราะการแบ่งแบบไมโอซิสต้องมีการลดชุดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง

ค. เซลล์ลูกจะมีจำนวนโครโมโซม n=12 ทั้ง 4 เซลล์: นี่คือผลลัพธ์ของการแบ่งเซลล์แบบปกติที่ไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

ง. เซลล์ลูกจะมีจำนวนโครโมโซม n=12 จำนวน 2 เซลล์ และ n=13 กับ n=11 อย่างละ 1 เซลล์: เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อความผิดปกติ (Nondisjunction) ไปเกิดในระยะ Meiosis II ซึ่งซิสเตอร์โครมาทิดไม่ยอมแยกจากกัน

ข้อที่ 9. ข้อใดเป็นลักษณะของเซลล์โพรคาริโอต (Prokaryotic cell) ที่แตกต่างจากเซลล์ยูคาริโอต อย่างถูกต้องที่สุด
เฉลย: ก. มีไรโบโซม (Ribosome) แต่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส
อธิบายเจาะลึก:

ก. มีไรโบโซม (Ribosome) แต่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส: เซลล์โพรคาริโอต (เช่น แบคทีเรีย) ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส สารพันธุกรรมจึงขดตัวลอยอยู่ในไซโทพลาซึมบริเวณที่เรียกว่า นิวคลีออยด์ (Nucleoid) และไม่มีออร์แกเนลล์ชนิดที่มีเยื่อหุ้มเลย มีเพียงออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้มคือ ไรโบโซม (ขนาด 70s) เพื่อทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน

ข. มี DNA อยู่ในนิวคลีออยด์ แต่ไม่มีออร์แกเนลล์ใดๆ: ผิดตรงข้อความที่ว่า "ไม่มีออร์แกเนลล์ใดๆ" เพราะโพรคาริโอตยังมีไรโบโซมอยู่

ค. มีผนังเซลล์แต่ไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์: ผิดอย่างยิ่ง เซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก รวมถึงโพรคาริโอต จำเป็นต้องมีเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) เสมอ

ง. มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และไมโอซิส: ผิด เซลล์โพรคาริโอตมีการเพิ่มจำนวนด้วยการแบ่งเซลล์แบบ Binary Fission

ข้อที่ 10. ส่วนประกอบใดของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นโครงสร้างหลักและช่วยในการคัดเลือกสารที่ผ่านเข้าออกเซลล์
เฉลย: ก. ฟอสโฟลิพิด
อธิบายเจาะลึก:

ก. ฟอสโฟลิพิด (Phospholipid): เรียงตัวกันเป็น 2 ชั้น (Phospholipid bilayer) โดยหันส่วนหัวที่ชอบน้ำออกและหันส่วนหางที่เกลียดน้ำเข้าหากัน โครงสร้างชั้นไขมันนี้เป็นเสมือนกำแพงหลักที่คัดกรองสาร (Semi-permeable membrane) ทำให้สารโมเลกุลขนาดใหญ่หรือสารที่มีประจุไฟฟ้าไม่สามารถผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ

ข. โคเลสเตอรอล: แทรกตัวอยู่ระหว่างหางของฟอสโฟลิพิด ทำหน้าที่ควบคุมความเหลว (Fluidity) และรักษาความยืดหยุ่นของเยื่อหุ้มเซลล์ ไม่ใช่โครงสร้างหลักในการคัดเลือกสาร

ค. ไกลโคโปรตีน: ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ (Cell-cell recognition) หรือเป็นตัวรับสัญญาณที่เยื่อหุ้มเซลล์ด้านนอก

ง. โปรตีนแทรก (Integral protein): ทำหน้าที่เป็นช่องทาง (Channel) หรือตัวพา (Carrier) ลำเลียงสารเฉพาะชนิดเข้าออกเซลล์ แต่โครงสร้างภาพรวมที่กั้นบริเวณเซลล์ทั้งหมดคือชั้นฟอสโฟลิพิด

ชุดที่ 2 : ข้อ 11 - 20

DNA • Cell cycle • Biotechnology
ข้อที่ 11. กระบวนการถอดรหัส (Transcription) เกิดขึ้นที่ใด
เฉลย: ค. นิวเคลียส
อธิบายเจาะลึก:

ค. นิวเคลียส: ในเซลล์ยูคาริโอต (Eukaryote) ดีเอ็นเอ (DNA) จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในนิวเคลียส การคัดลอกรหัสพันธุกรรมจากสาย DNA เพื่อสร้างเป็นสาย mRNA (กระบวนการ Transcription) จึงต้องเกิดขึ้นภายในนิวเคลียสเท่านั้น

ก. ไรโบโซม: เป็นสถานที่เกิดกระบวนการ "แปลรหัส (Translation)" ซึ่งเป็นการนำ mRNA ที่สร้างเสร็จแล้วมาอ่านรหัสเพื่อสังเคราะห์เป็นสายโปรตีน

ข. ไมโทคอนเดรีย และ ง. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม: ER (แบบขรุขระ) เป็นที่เกาะของไรโบโซมเพื่อสร้างโปรตีนส่งออกนอกเซลล์ ไม่ใช่จุดที่เกิดการถอดรหัสหลักของเซลล์

💡 ความรู้เสริม:

สำหรับเซลล์โพรคาริโอต (แบคทีเรีย) ที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส กระบวนการ Transcription และ Translation จะเกิดขึ้นใน "ไซโทพลาซึม" พร้อมๆ กันเลย เรียกว่ากระบวนการแบบ Coupled transcription and translation

ข้อที่ 12. ขั้นตอนใดของวัฏจักรเซลล์ที่มีการจำลอง DNA
เฉลย: ข. S phase
อธิบายเจาะลึก:

ข. S phase (Synthesis phase): เป็นระยะที่มีการสังเคราะห์หรือจำลองดีเอ็นเอ (DNA Replication) ทำให้ปริมาณสารพันธุกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (จากโครโมโซมแท่งเดี่ยว กลายเป็นโครโมโซมที่มี 2 ซิสเตอร์โครมาทิด)

ก. G1 phase: ระยะก่อนสร้าง DNA เซลล์จะเติบโตและสร้างโปรตีน/ออร์แกเนลล์เพื่อเตรียมพร้อม

ค. G2 phase: ระยะหลังสร้าง DNA เซลล์เตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย สร้างโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการแบ่งเซลล์ (เช่น Tubulin)

ง. M phase (Mitotic phase): ระยะที่มีการแบ่งนิวเคลียส (แยกโครมาทิด) และแบ่งไซโทพลาซึม

💡 ความรู้เสริม:

ระยะ G1, S และ G2 รวมเรียกกันว่า Interphase ซึ่งเป็นระยะที่เซลล์ใช้เวลาอยู่ยาวนานที่สุดในวัฏจักรเซลล์

ข้อที่ 13. องค์ประกอบใดในสายดีเอ็นเอที่สามารถเกิดปฏิกิริยากับสาร Electrophile ซึ่งจะนำไปสู่การเสื่อมสภาพของโมเลกุลดีเอ็นเอได้
เฉลย: ก. Adenine
อธิบายเจาะลึก:

ก. Adenine: เป็นเบสไนโตรเจน (Nitrogenous base) สารกลุ่ม Electrophile (สารที่ชอบอิเล็กตรอน) จะวิ่งเข้าหาบริเวณที่มีความหนาแน่นของอิเล็กตรอนสูง ซึ่งอะตอมของไนโตรเจน (N) และออกซิเจน (O) ในวงแหวนของเบส (เช่น อะดีนีน กวานีน) มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอยู่ จึงตกเป็นเป้าหมายหลักของการถูกโจมตีทางเคมี ทำให้โครงสร้างเบสเปลี่ยนไป

ค. Ribose sugar และ ง. Phosphate group: น้ำตาลและหมู่ฟอสเฟตเป็นโครงสร้างแกน (Backbone) ที่ค่อนข้างเสถียร ไม่ใช่เป้าหมายหลักของ Electrophile เท่ากับตัวเบส

💡 ความรู้เสริม:

เมื่อเบสถูกทำลายหรือเปลี่ยนโครงสร้าง (เช่น การเติมหมู่ Alkyl) จะทำให้เกิดการเข้าคู่เบสผิดพลาด (Mispairing) ระหว่างการจำลอง DNA นำไปสู่การกลายพันธุ์ (Mutation) หรืออาจทำให้เซลล์กลายเป็นมะเร็งได้

ข้อที่ 14. การสกัดดีเอ็นเอจากพืชโดยใช้สารสกัดที่ความเข้มข้นของเกลือสูง จะทำให้ได้ดีเอ็นเอเกลียวคู่ออกมาอยู่ในรูปแบบใด
เฉลย: ก. A-form
อธิบายเจาะลึก:

ก. A-form: เมื่อ DNA อยู่ในสภาวะที่ขาดน้ำ (Dehydrated) หรืออยู่ในสารละลายที่มี ความเข้มข้นของเกลือสูงมาก โครงสร้างเกลียวคู่จะหดสั้นลงและอ้วนขึ้น เปลี่ยนจากรูปแบบปกติมาเป็น A-form

ข. B-form (ในโจทย์พิมพ์ ข. ซ้ำ): เป็นรูปแบบปกติของ DNA ที่พบในสิ่งมีชีวิตทั่วไป (สภาวะที่มีน้ำและเกลือสมดุล) ตามแบบจำลองของ Watson & Crick

ข. Z-form: เป็น DNA เกลียวเวียนซ้าย (Left-handed) ที่มีรูปร่างซิกแซก พบในบริเวณที่ลำดับเบสมี C และ G สลับกันซ้ำๆ

💡 ความรู้เสริม:

A-form และ B-form เป็นเกลียวเวียนขวา (Right-handed helix) เหมือนกัน แต่ A-form จะมีร่องกว้าง (Major groove) ที่แคบและลึกกว่า B-form

ข้อที่ 15. เพระเหตุใดโมเลกุลดีเอ็นเอจึงมีความเหมาะสมที่จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมมากกว่าโมเลกุลโปรตีน
เฉลย: ก. โมเลกุลดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นเกลียวคู่มีเบสเป็นองค์ประกอบย่อย 4 ชนิดซ้ำไปซ้ำมาและสามารถจำลองตัวเองได้
อธิบายเจาะลึก:

ก. คุณสมบัติสำคัญที่สุดของสารพันธุกรรมคือต้อง "จำลองตัวเองได้อย่างแม่นยำ (Replication)" โครงสร้างเกลียวคู่ (Double helix) ของ DNA อนุญาตให้เบสจับคู่กันอย่างจำเพาะ (A-T, C-G) ทำให้เมื่อแยกสายออก แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็น "แม่แบบ (Template)" เพื่อสร้างสายใหม่ที่เหมือนเดิมทุกประการได้ ซึ่งโปรตีนไม่มีโครงสร้างที่เป็นแม่แบบในการคัดลอกตัวเองแบบนี้ได้

ข. โมเลกุลของดีเอ็นเอทั้งหมดมีความเสถียรทนทานมากกว่าโปรตีนซึ่งเกิดจากพันธะโควาเลนต์ที่มีความแข็งแรง: แม้ DNA เสถียร แต่โปรตีนก็มีพันธะโคเวเลนต์ (พันธะเพปไทด์) ที่แข็งแรงเช่นกัน เหตุผลนี้จึงไม่ใช่นัยสำคัญหลัก

💡 ความรู้เสริม:

ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เคยเถียงกันว่าโปรตีนหรือ DNA คือสารพันธุกรรม จนกระทั่ง การทดลองของ Hershey และ Chase (ใช้ไวรัสแบคเทอริโอฟาจติดฉลากกัมมันตรังสี) พิสูจน์แน่ชัดว่า DNA คือสารที่ถูกส่งเข้าไปในแบคทีเรียเพื่อถ่ายทอดพันธุกรรม ไม่ใช่โปรตีน

ข้อที่ 16. เพราะเหตุใด DNA polymerase จึงสามารถสังเคราะห์ดีเอ็นเอได้จากทิศทาง 5 ไป 3 เท่านั้น
เฉลย: ก. เพราะ DNA polymerase เชื่อมต่อ 5' คาร์บอนของน้ำตาลไรโบสในนิวคลีโอไทด์กับ ปลาย 3' ของสายดีเอ็นเอเท่านั้น
อธิบายเจาะลึก:

ก. เอนไซม์ DNA polymerase ต้องการ หมู่ไฮดรอกซิลอิสระที่ปลาย 3' (-OH group) ของสาย DNA แม่แบบเพื่อใช้สร้างพันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์ (Phosphodiester bond) ไปจับกับหมู่ฟอสเฟตที่ตำแหน่ง 5' ของนิวคลีโอไทด์ตัวใหม่ที่วิ่งเข้ามา ทำให้สาย DNA ใหม่ยาวออกไปทางปลาย 3' เสมอ (ทิศ 5' -> 3')

ข. เพราะ DNA polymerase มี proofreading activity...: หน้าที่ Proofreading (ตรวจสอบความผิดพลาด) ทำงานในทิศ 3' -> 5' (Exonuclease activity) ไม่ใช่สาเหตุหลักของทิศทางการสร้างสาย

ค. เพราะ DNA polymerase ใช้ nucleoside ที่มี น้ำตาล ribose...: DNA ต้องใช้น้ำตาล "Deoxyribose" ไม่ใช่ "Ribose" (Ribose เป็นของ RNA)

💡 ความรู้เสริม:

การบังคับสร้างทิศ 5' -> 3' ทำให้เกิดสายนำ (Leading strand) ที่สร้างต่อเนื่อง และสายตาม (Lagging strand) ที่ต้องสร้างเป็นท่อนสั้นๆ เรียกว่า Okazaki fragments

ข้อที่ 17. 5-bromouracil เป็น Base analogue มีโครงสร้างคล้าย Thymine... จะมีผลต่อสายดีเอ็นเอ ยกเว้นข้อใด
เฉลย: ค. มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างดีเอ็นเอหลัก
อธิบายเจาะลึก:

สาร 5-bromouracil (5-BU) เป็นสารเคมีที่มีหน้าตาคล้ายเบส T (Thymine) มากจน DNA polymerase สับสนหยิบไปต่อในสาย DNA แทนเบส T

ก. สามารถสร้างพันธะไอโดรเจนกับอะดีนีนได้: (เป็นผลที่เกิดขึ้นจริง) ปกติ 5-BUในรูป Keto จะจับคู่กับ A เหมือนที่ T ทำปกติ

ข. การเข้าคู่เบสผิดพลาดเกิดกลายพันธุ์ได้: (เป็นผลที่เกิดขึ้นจริง) 5-BU สามารถสลับร่างเป็น Enol form ซึ่งจะไปจับคู่ผิดกับเบส G ทำให้เกิดการกลายพันธุ์แทนที่คู่เบส (Point mutation)

ง. DNA polymerase สามารถนำนิวคลีโอไทด์ตัวถัดไปมาต่อเป็นสายยาวได้: (เป็นผลที่เกิดขึ้นจริง) 5-BU ไม่ใช่ตัวตัดจบสาย (Chain terminator) เอนไซม์ยังสามารถต่อสายดีเอ็นเอต่อไปได้เรื่อยๆ

ค. (ข้อนี้คือข้อยกเว้น): การแทรกตัวของ 5-BU ทำให้เกิดเพียง Point mutation แต่ ไม่ได้ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของโครงสร้างสายดีเอ็นเอเกลียวคู่ (Structural distortion) อย่างรุนแรงเหมือนรังสี UV ที่ทำให้เกิด Thymine dimer

ข้อที่ 18. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของ Regulatory sequences ได้อย่างอย่างถูกต้อง
เฉลย: ง. ก และ ข
อธิบายเจาะลึก:

ก. มี TATA box ให้ RNA polymerase และ Transcription factors มาจับ: TATA box เป็นส่วนหนึ่งของลำดับควบคุมที่เรียกว่า Promoter ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เครื่องจักรในการถอดรหัสเข้ามาเกาะ

ข. มี sequence ที่เรียกว่า Enhancer ช่วยเพิ่มการ Transcription: Enhancer เป็นลำดับดีเอ็นเอควบคุม (Regulatory sequence) ที่อยู่ไกลออกไป ทำหน้าที่จับกับโปรตีน Activator เพื่อกระตุ้นให้อัตราการถอดรหัส (Transcription) เกิดได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ค. มี Rut sequence ช่วยหยุดการเกิด Transcription: Rut sequence เกี่ยวข้องกับการหยุดสร้าง RNA แบบอาศัยโปรตีน Rho (Rho-dependent termination) ในแบคทีเรีย ซึ่งจัดเป็น Terminator sequence มากกว่าจะเป็น Regulatory sequence ในความหมายทั่วไป

ข้อที่ 19. ข้อใดเป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดของเอนไซม์ตัดจำเพาะ
เฉลย: ก. บริเวณตัดจำเพาะมีลำดับเบสเป็น Palindromic sequence
อธิบายเจาะลึก:

ก. บริเวณตัดจำเพาะมีลำดับเบสเป็น Palindromic sequence: เอกลักษณ์ของเอนไซม์ตัดจำเพาะ (Restriction enzyme) คือจะจดจำและตัดตรงบริเวณที่มีลำดับเบสแบบพาลินโดรมเท่านั้น (หมายถึง การอ่านรหัสจากทิศ 5' ไป 3' ของทั้งสองสายจะได้ลำดับเบสที่เหมือนกันเป๊ะ เช่น 5'-GAATTC-3' และ 3'-CTTAAG-5')

ค. ตัดแล้วทำให้เกิด Blunt end เท่านั้น: ผิด เอนไซม์บางชนิดตัดแล้วได้ปลายทู่ (Blunt end) บางชนิดตัดแล้วได้ปลายเหนียว (Sticky end)

ง. เป็นเอนไซม์ Exonuclease: ผิด เอนไซม์ตัดจำเพาะจัดเป็น Endonuclease เพราะตัดดีเอ็นเอจาก "ภายในสาย" ไม่ใช่ตัดเล็มจากปลายสาย (Exo = นอก)

💡 ความรู้เสริม:

เอนไซม์ตัดจำเพาะค้นพบครั้งแรกในแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น "ภูมิคุ้มกัน" ไว้ตัดทำลาย DNA ของไวรัสที่แปลกปลอมเข้ามาในเซลล์

ข้อที่ 20. เอนไซม์ชนิดใดที่สามารถต่อสายดีเอ็นเข้าด้วยกันเมื่อเกิดรอยขาด
เฉลย: ง. DNA ligase
อธิบายเจาะลึก:

ง. DNA ligase: ทำหน้าที่เปรียบเสมือน "กาว" เชื่อมรอยแหว่ง (Nick) ระหว่างท่อนดีเอ็นเอ (เช่น เชื่อม Okazaki fragments) โดยสร้างพันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์ขึ้นมาใหม่ ทำให้สายดีเอ็นเอต่อกันสนิท

ก. Primase: ทำหน้าที่สร้าง RNA สั้นๆ (Primer) เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้ DNA polymerase ทำงาน

ข. DNA polymerase: ทำหน้าที่ดึงนิวคลีโอไทด์อิสระมาต่อสายยาวขึ้น แต่ไม่สามารถเชื่อมรอยขาดตรงกลางสายที่ไม่มีนิวคลีโอไทด์ขาดหายไปได้

ค. DNA gyrase (Topoisomerase): ทำหน้าที่คลายปมคลายความตึงเครียดของสายเกลียวคู่ขณะที่มีการแยกสาย

ชุดที่ 3 : ข้อ 21 - 30

PCR • Mendel • Genetics
ข้อที่ 21. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแยกชิ้นส่วนดีเอ็นเอโดยใช้เทคนิค Agarose gel electrophoresis
เฉลย: ค. ความเข้มข้นของ Agarose gel มีผลต่อการเคลื่อนที่ของดีเอ็นเอ
อธิบายเจาะลึก:

ค. ความเข้มข้นของ Agarose gel มีผลต่อการเคลื่อนที่ของดีเอ็นเอ: ถูกต้องครับ ความเข้มข้นของเจลมีผลต่อขนาดของรูพรุน (Pore size) ถ้าเจลเข้มข้นมาก รูพรุนจะเล็ก เหมาะกับแยก DNA ชิ้นเล็กๆ ถ้าเจลเข้มข้นน้อย รูพรุนจะใหญ่ เหมาะกับแยก DNA ชิ้นใหญ่

ก. ดีเอ็นเอจะเคลื่อนที่จากขั้วบวกไปขั้วลบ: ผิด! DNA มีประจุลบ (จากหมู่ฟอสเฟต) จึงต้องวิ่งจาก ขั้วลบไปหาขั้วบวก เสมอ

ข. ดีเอ็นเอที่เป็นวงแหวนเคลื่อนที่ได้ดีกว่าเส้นตรง: ไม่เสมอไปครับ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการขดตัว (Supercoiled จะวิ่งเร็วกว่า แต่ Relaxed circular จะวิ่งช้ากว่าเส้นตรง)

ข้อที่ 22. หากใช้ Complementary DNA (cDNA) เป็นดีเอ็นเอต้นแบบในการทำปฏิกิริยา PCR ชิ้นส่วนดีเอ็นที่โคลนได้จะไม่พบโครงสร้างใด
เฉลย: ง. ก และ ข ถูก
อธิบายเจาะลึก:

cDNA (Complementary DNA) คือ DNA ที่ถูกสร้างขึ้นแบบย้อนกลับมาจาก mRNA ที่โตเต็มที่แล้ว (Mature mRNA)

เนื่องจากมันสร้างจาก mRNA ที่ผ่านการตัดแต่งแล้ว มันจึง ไม่มี Intron (ข.) (ส่วนที่ไม่แปลรหัส) และ ไม่มี Regulatory sequence / Promoter (ก.) (ส่วนควบคุมการทำงานที่อยู่บน DNA ต้นฉบับ)

ข้อที่ 23. ขั้นตอนการทำ Transgenic animal เพื่อให้ได้สัตว์ที่มียืนที่ต้องการต่อทั้งสองชุดดีเอ็นเอ (2n) เป็นดังนี้... จงเรียงลำดับการทำ Transgenic animal ให้ถูกต้อง
เฉลย: ค. 3, 1 และ 2
อธิบายเจาะลึก:

อันดับแรก (3): ต้องสร้างสเปิร์มลูกผสมก่อน โดย "ตัดต่อยีนเข้าเซลล์ต้นกำเนิดสเปิร์มแล้วฉีดเข้าไปในตัวผู้"

อันดับสอง (1): "นำเพศผู้ที่มีดีเอ็นเอลูกผสมในเซลล์สเปิร์มผสมกับตัวเมียปกติ" เพื่อให้เกิดลูกรุ่น F1 ที่เป็น Heterozygous (มียีนแทรกอยู่ 1 ชุด)

อันดับสาม (2): "นำสัตว์รุ่นลูกที่มีดีเอ็นเอลูกผสมผสมกันเองตามกฎเมนเดล" เพื่อให้ได้รุ่นหลานที่มีจีโนไทป์แบบ Homozygous (มียีนแทรกทั้ง 2n)

ข้อที่ 24. หากไม่มีชิ้นส่วนของ Promoter จะทำให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนของยืนที่เราใส่เข้าไป (Inserted gene) ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
เฉลย: ง. ไม่ได้ เพราะเป็นบริเวณเริ่มต้นการทำงาน RNA polymerase และ Transcription factors
อธิบายเจาะลึก:

ง. Promoter เปรียบเสมือน "จุดจอดรถ" ถ้ายีนไม่มี Promoter เอนไซม์ RNA polymerase ก็จะไม่รู้ว่าต้องมาเกาะตรงไหน ทำให้กระบวนการถอดรหัส (Transcription) เริ่มต้นไม่ได้เลย

ข้อที่ 25. หากมีการใส่ชิ้นส่วนของ Lac operon ให้อยู่ระหว่างชิ้นส่วนของ Promoter และ Inserted gene และมีการเลี้ยงเซลล์โดยการเติมสาร IPTG... ข้อใดกล่าวถูกต้อง
เฉลย: ค. Inserted gene แสดงออกได้มากเพราะมี IPTG
อธิบายเจาะลึก:

ในระบบ Lac operon สาร IPTG ทำหน้าที่เป็น ตัวเหนี่ยวนำ (Inducer) โดยมันจะไปจับกับโปรตีนกดทับ (Repressor) ทำให้ Repressor หลุดออกจากดีเอ็นเอ

เมื่อไม่มีตัวขวางทาง RNA polymerase จึงสามารถเข้าไปถอดรหัส Inserted gene ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ยีนแสดงออกได้มาก

ข้อที่ 26. กฎข้อที่ 1 ของเมนเดลเกิดขึ้นขั้นตอนใดในการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส
เฉลย: ค. Anaphase I
อธิบายเจาะลึก:

กฎข้อที่ 1 คือ กฎการแยกตัว (Law of Segregation) ซึ่งกล่าวว่าแอลลีลที่อยู่เป็นคู่จะแยกออกจากกันในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์

เหตุการณ์นี้ตรงกับระยะ Anaphase I ที่ฮอมอโลกัสโครโมโซม (Homologous chromosome) ถูกเส้นใยสปินเดิลดึงให้แยกออกจากกันไปยังขั้วเซลล์คนละด้าน

ข้อที่ 27. หากผสมพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีจีโนไทป์ AaBB กับ AABb จะมีโอกาสที่ลูกที่มีจีโนไทป์ AABb เป็นเท่าใด
เฉลย: ข. 1/4
อธิบายเจาะลึก:

แยกคิดทีละลักษณะ (ตามกฎความน่าจะเป็น)

ยีน A: ผสม Aa x AA → โอกาสได้ลูก AA = 1/2

ยีน B: ผสม BB x Bb → โอกาสได้ลูก Bb = 1/2

นำความน่าจะเป็นมาคูณกัน: โอกาสได้ AABb = 1/2 x 1/2 = 1/4

ข้อที่ 28. กำหนดให้ R ควบคุมดอกสีแดง ข่ม r ควบคุมดอกสีขาว แบบไม่สมบูรณ์ หากผสมพันธุ์ดอกไม้ที่มีจีโนไทป์ Rr กับ rr จะมีโอกาสได้ลูกที่มีดอกไม้เป็นสีชมพูเป็นเท่าใด
เฉลย: ค. 2/4 (หรือ 1/2)
อธิบายเจาะลึก:

ลักษณะข่มไม่สมบูรณ์ (Incomplete dominance) จีโนไทป์ Rr คือดอกสีชมพู

ผสม Rr (ชมพู) x rr (ขาว)

โอกาสที่ลูกจะเป็น Rr = 1/2 (หรือ 2/4) และลูกเป็น rr = 1/2

ข้อที่ 29. กำหนดให้ R ควบคุมดอกสีแดง ข่ม r ควบคุมดอกสีขาว แบบไม่สมบูรณ์ หากผสมพันธุ์ต้นไม้ชนิดนี้ที่มีดอกสีแดงกับต้นไม้ดอกสีชมพู จะมีโอกาสได้ลูกที่มีดอกไม้เป็นสีแดงเป็นเท่าใด
เฉลย: ค. 2/4 (หรือ 1/2)
อธิบายเจาะลึก:

ดอกสีแดง คือ RR, ดอกสีชมพู คือ Rr

ผสม RR x Rr → ลูกที่ได้จะเป็น RR (สีแดง) = 1/2 และ Rr (สีชมพู) = 1/2

ข้อที่ 30. คดีเด็กหายคดีหนึ่งมีผู้แสดงตนเป็นพ่อแม่ 4 ราย หากเด็กคนนี้เลือดกรุ๊ป A พ่อแม่คู่ใดมีโอกาสเป็นพ่อแม่เด็กที่แท้จริง
เฉลย: ง. แม่ IA IB , พ่อ IA IB
อธิบายเจาะลึก:

เด็กเลือดกรุ๊ป A มีจีโนไทป์ได้ 2 แบบคือ IA IA หรือ IA i

ก. แม่ Ai, พ่อ IB IB → ลูกจะเป็น B หรือ AB เท่านั้น

ข. แม่ IBi, พ่อ ii → ลูกจะเป็น B หรือ O เท่านั้น

ค. แม่ IB IB , พ่อ ii → ลูกจะเป็น B เท่านั้น

ง. แม่ IA IB , พ่อ IA IB → ทั้งพ่อและแม่สามารถส่งแอลลีล IA มาให้ลูกได้ทั้งคู่ ทำให้ลูกมีโอกาสเป็น IA IA (กรุ๊ป A) ได้!

ชุดที่ 4 : ข้อ 31 - 40

Evolution • Population genetics • Plant anatomy
ข้อที่ 31. ชายคนหนึ่งตาบอดสีแต่งงานกับหญิงที่เป็นพาหะของโรคตาบอดสี จงหาโอกาสที่ลูกคนที่ 2 ของชายหญิงคู่นี้จะตาบอดสี
เฉลย: ค. 50%
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

โรคตาบอดสีเป็นลักษณะด้อยบนโครโมโซม X (X-linked recessive)

จีโนไทป์พ่อ (ตาบอดสี): XcY

จีโนไทป์แม่ (พาหะ): XCXc

เมื่อนำมา Cross กัน (XcY × XCXc) ลูกที่ออกมาจะมี 4 แบบ คือ XCXc, XcXc, XCY, XcY

จากลูก 4 แบบ มีลูกที่ตาบอดสี (XcXc และ XcY) จำนวน 2 แบบ → 2/4 = 50%

ค. 50%: ถูกต้อง ความน่าจะเป็นของลูกแต่ละคนเป็นเหตุการณ์อิสระ ไม่ว่าจะเป็น "ลูกคนที่ 2" หรือคนที่เท่าไหร่ โอกาสเกิดโรคก็คือ 50% เสมอ

ก. 0%, ข. 25%, ง. 100%: ผิดจากการคำนวณความน่าจะเป็นของจีโนไทป์คู่นี้

💡 ความรู้เสริม:

ทริคหลอกของข้อนี้คือคำว่า "ลูกคนที่ 2" คนออกข้อสอบตั้งใจหลอกให้เอาความน่าจะเป็นไปคูณกัน แต่หลักพันธุศาสตร์คือ โอกาสท้องแต่ละครั้งคิดแยกกันเสมอครับ!

ข้อที่ 32. ชายหัวไม่ล้านแต่งงานกับหญิงหัวล้าน หากลูกของเขาเป็นผู้ชาย จงหาโอกาสที่ลูกชายผู้นั้นจะหัวล้าน
เฉลย: ง. 100%
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ลักษณะศีรษะล้านเป็น "ลักษณะที่ได้รับอิทธิพลทางเพศ (Sex-influenced trait)" ยีนอยู่บนออโตโซม แต่แสดงออกในเพศชายและหญิงไม่เหมือนกัน (ฮอร์โมนเพศชายกระตุ้นการแสดงออก)

ให้ B = ยีนหัวล้าน, b = ยีนไม่ล้าน

ผู้ชาย: หัวล้านต้องมีจีโนไทป์ BB หรือ Bb (B แสดงความเป็นเด่น) / ไม่ล้านคือ bb

ผู้หญิง: หัวล้านต้องมีจีโนไทป์ BB เท่านั้น (b ข่ม B) / ไม่ล้านคือ Bb หรือ bb

ตามโจทย์: พ่อไม่ล้าน (bb) × แม่หัวล้าน (BB)

ลูกทุกคน (100%) จะมีจีโนไทป์เป็น Bb (พันทาง)

ง. 100%: โอกาสที่ "ลูกชาย" จีโนไทป์ Bb จะหัวล้านคือ 100% (เพราะผู้ชาย Bb = หัวล้าน)

ก. 0%, ข. 25%, ค. 50%: ผิด เพราะถ้าลูกเป็นผู้ชาย ยีน B แค่ตัวเดียวก็ทำให้ล้านได้ 100% แล้ว

ข้อที่ 33. ข้อใดผิดเกี่ยวกับหลักฐานและข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
เฉลย: ข. ชีววิทยาอะตอม
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. วิทยาเอ็มบริโอ (Embryology): เป็นหลักฐานการเจริญของตัวอ่อนที่ใช้เปรียบเทียบหาบรรพบุรุษร่วมได้

ข. ชีววิทยาอะตอม (Atomic Biology): ไม่มีศาสตร์นี้ในหลักฐานทางวิวัฒนาการของ สสวท.! (มีแต่หลักฐานทางชีววิทยาระดับโมเลกุล - Molecular Biology ที่เปรียบเทียบ DNA และโปรตีน)

ค. ซากดึกดำบรรพ์ (Fossils): เป็นหลักฐานทางตรงที่สำคัญที่สุด บ่งบอกอายุและการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง

ง. กายวิภาคเปรียบเทียบ (Comparative Anatomy): การศึกษาโครงสร้างกำเนิดเดียวกัน (Homologous) และโครงสร้างหน้าที่เหมือนกัน (Analogous)

ข้อที่ 34. ลำดับนิวคลีโอไทด์ในข้อใดมีความใกล้เคียงกับนิวคลีโอไทด์ของสิ่งมีชีวิตที่ให้มามากที่สุด
เฉลย: ก. หรือ ง. (อธิบายตามความต่างของเบส)
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

หลักการ: สิ่งมีชีวิตที่มีสายวิวัฒนาการใกล้ชิดกันมากที่สุด จะมีลำดับเบส (DNA Sequence) ที่ "เหมือนกันมากที่สุด" (มีจำนวนตำแหน่งที่กลายพันธุ์น้อยที่สุด)

ก. เปลี่ยนแปลง 1 ตำแหน่ง

ข. เปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง (...CAGGCTGCCC...)

ค. เปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง (...ATCGCCCTGT...)

ง. เปลี่ยนแปลง 1 ตำแหน่ง (..GACTTGACGT...)

(ข้อนี้ในภาพตัดมาไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ให้จำทริคไว้ว่า: เอาช้อยส์มาเทียบตัวต่อตัว ช้อยส์ไหนต่างจากบรรทัดบนสุดน้อยที่สุด ตอบข้อนั้นเลยครับ!)

ข้อที่ 35. นกฟินซ์ชนิดใดที่น่าจะวิวัฒนาการเป็นผู้ล่ามากที่สุด
เฉลย: ก. (ภาพนกที่มีจะงอยปากแหลมคม)
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาจะงอยปากของนกฟินช์บนหมู่เกาะกาลาปากอส พบว่ามันแปรผันตาม "ชนิดอาหาร" ที่กิน (Natural Selection)

ก. ปากแหลม คมกริบ: เป็นปากที่เหมาะกับการจับแมลง หรือฉีกเนื้อสัตว์ (ลักษณะผู้ล่า/กินแมลง)

ข. ปากหนา สั้น และแข็งแรง: เป็นปากที่เหมาะกับการ "บดและกะเทาะเปลือกเมล็ดพืช" (นกกินเมล็ดพืช ไม่ใช่ผู้ล่า)

ข้อที่ 36. ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิดวัฒนาการของลามาร์คมากที่สุด
เฉลย: ก. สมชัยเล่นกล้ามจนได้เป็นนักกล้ามระดับเขต
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

แนวคิดของ ชอง ลามาร์ค (Jean Lamarck) คือ "กฎการใช้และไม่ใช้ (Law of Use and Disuse)" (อวัยวะไหนใช้บ่อยจะใหญ่และแข็งแรง ไม่ใช้จะเสื่อมไป) และ "การถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่ (Inheritance of acquired characteristics)"

ก. สมชัยเล่นกล้าม: การเล่นกล้ามทำให้กล้ามใหญ่ขึ้น เป็นการกระทำที่เกิดระหว่างมีชีวิต ตรงกับ "กฎการใช้และไม่ใช้" ของลามาร์คที่สุด

ข. อเนกปากแหว่งเพดานโหว่: เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม (Mutation)

ค. สมศรีกินยากจนผอมโซตาย: เป็นการปรับตัวไม่ได้และตายไป ตรงกับแนวคิด "การคัดเลือกโดยธรรมชาติ" ของดาร์วิน

ง. ชำนาญมียีนสูง: การมียีนควบคุมความสูงเป็นพันธุศาสตร์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากการฝึกฝนตามแนวคิดลามาร์ค

ข้อที่ 37. ประชากรกระต่ายในที่แห่งหนึ่งมีสีหม่นและสีขาวดังภาพ มีความถี่ของแอลลีล G ร้อยละเท่าใด
เฉลย: ก. 11 (ค่าประมาณจากการคำนวณ) หรือตามภาพสัดส่วน
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

สูตรความถี่แอลลีล = จำนวนแอลลีลเป้าหมาย / จำนวนแอลลีลทั้งหมด × 100

จากรูป: ให้เมล็ดถั่วแทนแอลลีล

กระต่ายสีหม่นพันธุ์แท้ (GG) สมมติว่านับแอลลีล G ได้ 6 เมล็ด

กระต่ายสีหม่นพันทาง (Gg) สมมติว่ามี G 4 เมล็ด และ g 4 เมล็ด

กระต่ายสีขาว (gg) มีแอลลีล g 4 เมล็ด

นับเฉพาะ G = 6+4=10 แอลลีล

นับแอลลีลทั้งหมด (G+g) = 10+8=18 แอลลีล

คิดเป็นร้อยละ = (10 / 18) × 100 ≈ 55.5%

หมายเหตุ: หากโจทย์ข้อนี้รูปภาพในกระดาษจริงมีถั่ว G รวม 12 เมล็ด และทั้งหมด 20 เมล็ด คำตอบจะเป็น ง. 60 (ให้ยึดหลักการนับเม็ดถั่วสีเข้มหารด้วยจำนวนถั่วทั้งหมดแล้วคูณ 100 ครับ)

ข้อที่ 38. ประชากรของดอกถั่วในไร่แห่งหนึ่งมีสีม่วงและสีขาว... จีโนไทป์พันธุ์ทางมีความถี่ร้อยละเท่าไร
เฉลย: ก. 11
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

พันธุ์ทาง (Heterozygous) คือ จีโนไทป์ Ww

จากภาพมีดอกถั่วทั้งหมด 9 ดอก (WW และ Ww คือสีม่วง, ww คือสีขาว)

หากนับสัญลักษณ์ Ww ในภาพได้ 1 ดอก จากทั้งหมด 9 ดอก

ความถี่ = (1 / 9) × 100 = 11.11%

ก. 11: คือตัวเลขที่ปัดเศษแล้วถูกต้องที่สุดตามหลักคณิตศาสตร์

ข. 12, ค. 13, ง. 14: ตัวเลขเปอร์เซ็นต์สูงกว่าความเป็นจริง

ข้อที่ 39. จากภาพที่กำหนดให้ ภาพตัดตามขวางนี้เป็นโครงสร้างใดของพืชชนิดใด
เฉลย: ก. สายบัว
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

จากภาพตัดขวาง (Cross section) สังเกตเห็น "ช่องอากาศขนาดใหญ่จำนวนมาก (Aerenchyma)" ในชั้นคอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ "พืชน้ำ" ที่ใช้กักเก็บอากาศเพื่อพยุงต้นให้ลอยน้ำได้

ก. สายบัว: เป็นส่วนของก้านใบพืชน้ำ มีเนื้อเยื่อ Aerenchyma ชัดเจนที่สุดตามภาพ

ข. ลำต้นหมอน้อย, ค. รากถั่วเขียว, ง. รากข้าวโพด: เป็นพืชบก เนื้อเยื่อพาเรงคิมาจะเรียงตัวชิดกัน ไม่ได้มีช่องอากาศกว้างและเรียงตัวเป็นระเบียบแบบนี้

ข้อที่ 40. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของใบ
เฉลย: ข. Organelle เด่นที่พบใน Palisade mesophyll สามารถพบได้ในชั้น Epidermis เช่นกัน
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. ใบพืชทุกชนิดพบ Guard cell ในชั้น Epidermis เสมอ: ถูกต้อง! เซลล์คุม (Guard cell) พัฒนามาจากชั้นเยื่อบุผิว (Epidermis)

ข. (เป็นข้อที่ไม่ถูกต้อง): Organelle เด่นในชั้น Palisade คือ "คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)" ซึ่ง เซลล์ Epidermis ปกติจะโปร่งใสและไม่มีคลอโรพลาสต์เลย (ยกเว้นแค่เซลล์คุมเท่านั้น) ดังนั้นข้อความนี้จึงผิด

ค. Spongy mesophyll มีลักษณะโครงสร้างและส่วนประกอบของเซลล์แบบ Parenchyma cell: ถูกต้อง! เป็นเนื้อเยื่อชลอเรนคิมา (Chlorenchyma) ซึ่งเป็นชนิดย่อยของพาเรงคิมาที่มีคลอโรพลาสต์

ง. เมื่อตัด X-section ใบและย้อมด้วย Safranin O บริเวณที่สังเกตเห็นสีแดงได้คือ Midrib หรือ Vein: ถูกต้อง! Safranin O จะย้อมติด "ลิกนิน" สีแดง ซึ่งพบได้มากในเนื้อเยื่อไซเล็ม (Xylem) ที่อยู่ในเส้นกลางใบและเส้นใบ

ชุดที่ 5 : ข้อ 41 - 50

Plant tissue • Seed • Flower
ข้อที่ 41. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะของรากแขนง (Lateral Root)
เฉลย: ค. เป็นรากเส้นเล็กๆ มากมายที่มีขนาดสม่ำเสมอตลอดความยาวของราก
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. เกิดจากรากที่เจริญมาจาก Radicle: ถูกต้อง! รากแขนงแตกออกมาจาก "รากแก้ว (Primary root)" ซึ่งรากแก้วเจริญเติบโตมาจาก Radicle (รากแรกเกิด) ในเมล็ด

ข. เกิดที่บริเวณ Region of maturation ของราก: ถูกต้อง! รากแขนงจะเริ่มแบ่งเซลล์และแทงทะลุชั้นคอร์เทกซ์และเอพิเดอร์มิสออกมาจากเนื้อเยื่อ เพริไซเคิล (Pericycle) ซึ่งอยู่ในบริเวณเซลล์เจริญเต็มที่ (Maturation zone)

ค. (ข้อนี้ผิด): ลักษณะ "รากเส้นเล็กๆ มากมายที่มีขนาดสม่ำเสมอตลอดความยาว" เป็นนิยามของ "รากฝอย (Adventitious root / Fibrous root)" ที่พบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่ใช่รากแขนง (รากแขนงจะมีขนาดใหญ่ที่โคนและเรียวเล็กลงเรื่อยๆ)

ง. เจริญมาจาก Radicle: (ซ้ำกับข้อ ก.) รากแก้วเจริญจาก Radicle และรากแขนงก็เจริญต่อยอดมาจากรากแก้วอีกที

💡 ความรู้เสริม:

จุดกำเนิดราก: รากแก้วมาจาก Radicle, รากแขนงมาจาก Pericycle, รากฝอยมาจาก ข้อ/ลำต้น/ใบ (นอกเหนือจาก Radicle)

ข้อที่ 42. ผนังเซลล์ของเซลล์ในข้อใดไม่ติดสี Safranin หากย้อมด้วยเวลาที่เหมาะสม
เฉลย: ค. Parenchyma
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

หลักการย้อมสี: สี Safranin O จะย้อมติดสาร ลิกนิน (Lignin) เป็นสีแดง ซึ่งลิกนินมักพบพอกหนาใน ผนังเซลล์ทุติยภูมิ (Secondary cell wall) ของเซลล์ที่ตายแล้วหรือต้องการความแข็งแรงสูง

ก. Tracheid: เป็นเซลล์ลำเลียงน้ำ (Xylem) มีผนังทุติยภูมิที่หนาและมีลิกนิน → ติดสีแดง

ข. Fiber: เป็นเซลล์ให้ความแข็งแรง (Sclerenchyma) มีลิกนินหนามาก → ติดสีแดง

ค. Parenchyma (พาเรงคิมา): เป็นเซลล์พื้นฐานที่ยังมีชีวิต มีเฉพาะ ผนังเซลล์ปฐมภูมิ (Primary cell wall) ซึ่งมีแต่เซลลูโลสและเพกทิน (ไม่มีลิกนิน) → จึงไม่ติดสี Safranin (ถ้าย้อม Fast Green คู่ด้วย จะติดสีเขียว/ฟ้าแทน)

ง. Sclerenchyma: กลุ่มเซลล์ Fiber และ Stone cell มีลิกนินหนา → ติดสีแดง

ข้อที่ 43. ข้อใดเรียงลำดับความหนาของผนังเซลล์จากมากไปหาน้อยได้ถูกต้อง
เฉลย: ก. Stone cell, Fiber, Collenchyma, Parenchyma (อิงตามหลักเนื้อเยื่อพืช)
อธิบายเจาะลึก:

หนาสุดอันดับ 1 (Stone cell / Fiber): กลุ่ม Sclerenchyma พวกนี้มีทั้งผนังปฐมภูมิและ ผนังทุติยภูมิ (พอกด้วยลิกนิน) หนาจนเบียดช่องว่างในเซลล์ (Lumen) แคบลง และเซลล์ตายเมื่อโตเต็มที่

หนาปานกลางอันดับ 2 (Collenchyma - คอลเลงคิมา): มีเฉพาะผนังปฐมภูมิ แต่มีการพอกของเพกทินและเซลลูโลสทำให้ผนัง หนาไม่สม่ำเสมอ (มักหนาตามมุมเซลล์) ให้ความยืดหยุ่นแก่ก้านใบ/ลำต้นอ่อน

บางที่สุดอันดับ 3 (Parenchyma - พาเรงคิมา): มีเฉพาะผนังปฐมภูมิที่ บางและสม่ำเสมอ ใช้สะสมอาหารหรือสังเคราะห์แสง

ข้อที่ 44. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อเยื่อลำเลียงของพืช
เฉลย: ง. Sieve tube member เมื่อโตเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียสแต่ยังมีชีวิต
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ช้อยส์ที่มักเป็นตัวหลอก):

ถ้าบอกว่า "เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ (Xylem) เป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิตทั้งหมด" = ผิด! เพราะใน Xylem มี Xylem parenchyma ซึ่งเป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่

ถ้าบอกว่า "เนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร (Phloem) เป็นเซลล์ที่มีชีวิตทั้งหมด" = ผิด! เพราะใน Phloem มี Phloem fiber ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว

ความจริงของ Sieve tube member (เซลล์ลำเลียงอาหาร): เมื่อเจริญเต็มที่ นิวเคลียส ไรโบโซม และแวคิวโอลจะสลายไป (เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ท่อกลวง ลำเลียงน้ำตาลได้สะดวก) แต่มัน ยังมีชีวิตอยู่ โดยต้องอาศัย Companion cell (เซลล์เพื่อนบ้าน) ที่มีนิวเคลียสและไมโทคอนเดรียเยอะๆ ช่วยควบคุมและสร้าง ATP ส่งมาให้

ข้อที่ 45. น้ำมะพร้าวคือส่วนใดของเมล็ด
เฉลย: ง. Endosperm (เอนโดสเปิร์ม)
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. Seed coat (เปลือกเมล็ด): คือเยื่อบางๆ สีน้ำตาลที่หุ้มเนื้อมะพร้าวอยู่

ข. Cotyledon (ใบเลี้ยง): ในมะพร้าว (พืชใบเลี้ยงเดี่ยว) ใบเลี้ยงคือสิ่งที่พัฒนาไปเป็น "จาวมะพร้าว" เวลาเมล็ดงอก เพื่อดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์ม

ค. Embryo (ตัวอ่อน): คือตุ่มเล็กๆ ฝังอยู่ในเนื้อมะพร้าวตรงจุดที่เรียกว่า "ตางอก" (มี 3 ตา แต่งอกได้ตาเดียว)

ง. Endosperm: มะพร้าวมี Endosperm 2 รูปแบบในลูกเดียว คือ เนื้อมะพร้าว (Solid endosperm) และ น้ำมะพร้าว (Liquid endosperm) ซึ่งน้ำมะพร้าวเต็มไปด้วยสารอาหาร นิวเคลียสอิสระ และฮอร์โมนพืช (เช่น ไซโทไคนิน)

ข้อที่ 46. พืชชนิดหนึ่งมีดอกเดี่ยว รังไข่มี 10 ออวุล ผลของพืชชนิดนี้เป็นชนิดใด
เฉลย: ก. ผลเดี่ยวที่มีเมล็ด 10 เมล็ด
อธิบายเจาะลึก:

กฎของรังไข่และออวุล:

1 ดอก (ดอกเดี่ยว) + 1 รังไข่ เมื่อเจริญไปเป็นผล จะได้ → ผลเดี่ยว (Simple fruit)

1 ออวุล (Ovule) เมื่อเกิดการปฏิสนธิซ้อน จะพัฒนาไปเป็น → 1 เมล็ด (Seed)

ดังนั้น รังไข่มี 10 ออวุล ก็จะเจริญไปเป็นผลเดี่ยว 1 ผล ที่มีเมล็ดบรรจุอยู่ภายใน 10 เมล็ดครับ

ข้อที่ 47. ส่วนของใยมะพร้าวคือส่วนใดของผล
เฉลย: ค. Mesocarp
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ผนังผล Pericarp ทั้ง 3 ชั้น):

ผลพัฒนามาจากผนังรังไข่ (Ovary wall) แบ่งเป็น 3 ชั้น

ก. Exocarp (ผนังผลชั้นนอก): คือเปลือกมะพร้าวด้านนอกสุดที่มีสีเขียว/น้ำตาล ผิวเรียบมัน กันน้ำได้

ค. Mesocarp (ผนังผลชั้นกลาง): ในมะพร้าว ชั้นนี้จะหนามากและเปลี่ยนรูปเป็น "เส้นใย (Coir/ใยมะพร้าว)" มีช่องว่างอากาศเยอะ ช่วยให้ผลมะพร้าวลอยน้ำไปกระจายพันธุ์ได้ไกลๆ

ข. Endocarp (ผนังผลชั้นใน): คือส่วนที่แข็งที่สุด หรือ "กะลามะพร้าว" (ประกอบด้วย Stone cell จำนวนมาก) หุ้มเมล็ดเอาไว้

ง. Seed (เมล็ด): คือส่วนที่อยู่ข้างในกะลาทั้งหมด (เนื้อ + น้ำมะพร้าว)

ข้อที่ 48. ข้อใดไม่ใช่เซลล์ที่เกิดจากการแบ่งเซลล์แบบ Mitosis ในออวุลของพืชดอก
เฉลย: ข. Archegonium
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ภายในออวุล Megaspore (n) จะแบ่ง Mitosis 3 ครั้ง ได้แกมีโทไฟต์เพศเมีย (Embryo sac) ที่มี 8 นิวเคลียส (7 เซลล์) ซึ่งประกอบด้วย:

ก. Synergid (2 เซลล์): อยู่ขนาบข้างเซลล์ไข่ ช่วยปล่อยสารเคมีนำทางหลอดเรณู

ค. Egg cell (1 เซลล์): เซลล์ไข่ (n) รอผสมกับสเปิร์มตัวที่ 1 กลายเป็นไซโกต

ง. Antipodal (3 เซลล์): อยู่ตรงข้ามไมโครไพล์ เป็นเซลล์พี่เลี้ยงและจะสลายไป

Central cell (1 เซลล์ 2 นิวเคลียส): รอผสมกับสเปิร์มตัวที่ 2 กลายเป็นเอนโดสเปิร์ม

ข. Archegonium (อาร์คีโกเนียม): เป็นโครงสร้างสำหรับสร้างเซลล์ไข่ที่พบในพืชชั้นต่ำกว่า เช่น มอส เฟิน และพืชเมล็ดเปลือย (จิมโนสเปิร์ม) แต่ในพืชดอก (Angiosperm) วิวัฒนาการลดรูปลงจนไม่มีโครงสร้างนี้แล้ว!

ข้อที่ 49. จากภาพ ข้อใดพบได้ในบริเวณที่ลูกศรชี้ (หากลูกศรชี้ที่ Anther หรือ อับเรณู)
เฉลย: ง. Microspore mother cells
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

อับเรณู (Anther) คือส่วนหัวของเกสรเพศผู้ ทำหน้าที่สร้างละอองเรณู

ก. Megaspore mother cell และ ข. Megaspore: เป็นสปอร์เพศเมีย ต้องพบที่รังไข่ (Ovary) / ออวุล

ค. Embryo sac: คือแกมีโทไฟต์เพศเมียที่เจริญเต็มที่แล้ว พบในรังไข่เช่นกัน

ง. Microspore mother cells (Microsporocyte): เป็นเซลล์ตั้งต้น (2n) ที่อยู่ในอับเรณู เมื่อแบ่ง Meiosis จะได้ Microspore (n) 4 เซลล์ ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นละอองเรณู (Pollen grain)

ข้อที่ 50. ข้อใดถูกต้อง (เกี่ยวกับโครงสร้างพืช/การสืบพันธุ์)
เฉลย: Embryo sac ประกอบด้วย 7 เซลล์ 8 นิวเคลียส
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ข้อความหลอกที่พบบ่อย):

"Pollen grain มีโครโมโซม 2n" = ผิด! ละอองเรณูคือแกมีโทไฟต์ มีโครโมโซม n เดียว

"Perfect flower (ดอกสมบูรณ์เพศ) ทุกดอกจัดเป็น Complete flower (ดอกสมบูรณ์)" = ผิด! ดอกสมบูรณ์เพศขอแค่มี เกสรผู้+เกสรเมีย ในดอกเดียวก็พอแล้ว (อาจขาดกลีบดอกหรือกลีบเลี้ยงก็ได้) แต่มันไม่ใช่ดอกสมบูรณ์เสมอไปเพราะอาจขาดส่วนอื่น

"Embryo sac (ถุงเอ็มบริโอ) ประกอบด้วย 7 เซลล์ 8 นิวเคลียส": ถูกต้อง! ตามที่ได้อธิบายส่วนประกอบไปในข้อ 48 (3 Antipodal + 2 Synergid + 1 Egg + 1 Central cell ที่มี 2 Polar nuclei)

ชุดที่ 6 : ข้อ 51 - 60

Transport • Photosynthesis
ข้อที่ 51. ข้อใดผิดเกี่ยวกับการลำเลียงในพืช
เฉลย: ข. การลำเลียงน้ำตาลใน Phloem จะเกิดจากใบไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. ทิศทางการลำเลียงใน Phloem เกิดขึ้นได้ทั้งขึ้นและลง: ประโยคนี้ถูกต้อง การลำเลียงอาหารไปได้ทุกทิศทาง ขึ้นอยู่กับว่า แหล่งสร้าง (Source) และ แหล่งรับ (Sink) อยู่ตรงไหน

ข. (ข้อนี้ผิด): การลำเลียงไม่ได้เริ่มจาก "ใบ" เสมอไปครับ แม้ใบจะเป็นแหล่งสร้างหลัก แต่ในบางฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ผลิที่พืชทิ้งใบ "รากหรือลำต้นสะสมอาหาร" จะเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นแหล่งสร้าง (Source) เพื่อส่งน้ำตาลขึ้นไปเลี้ยงยอดอ่อนที่กำลังงอกใหม่ได้ ดังนั้นการฟิกซ์ว่าต้องเริ่มจากใบจึงผิด

ค. เกิดจากความแตกต่างของปริมาณน้ำตาลระหว่างแหล่งสร้างและแหล่งรับ: ถูกต้อง เป็นไปตามทฤษฎีสมมติฐานการไหลของมวลสาร (Pressure-Flow Hypothesis)

ง. ซูโครสที่สร้างจากการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเคลื่อนไปยัง Phloem โดยเข้าไปใน Companion cell: ถูกต้อง นี่คือกระบวนการ Phloem loading ที่ต้องใช้พลังงาน (Active transport) นำน้ำตาลเข้าเซลล์เพื่อนบ้านก่อนส่งต่อเข้าท่อลำเลียง

ข้อที่ 52. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับสารละลาย NaCl ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำใบสาหร่ายหางกระรอกวางบนสไลด์ พบว่าลักษณะเนื้อเยื่อของใบสาหร่ายหางกระรอกเหี่ยว
เฉลย: ค. เป็น Hypertonic solution
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

โจทย์บอกชัดเจนว่า "เนื้อเยื่อเหี่ยว (Plasmolysis)" แสดงว่าน้ำออสโมซิสออกจากเซลล์สาหร่ายหางกระรอกไปสู่สารละลายภายนอก

ก. Isotonic solution: ความเข้มข้นเท่ากัน น้ำเข้าออกเท่ากัน เซลล์จะรูปร่างปกติ

ข. Hypotonic solution: สารละลายเจือจางกว่าเซลล์ น้ำจะออสโมซิสเข้าเซลล์ ทำให้เซลล์เต่ง (Turgid)

ค. Hypertonic solution: สารละลายภายนอกมีความเข้มข้นสูงกว่า (NaCl 5% ถือว่าเค็มจัดมากเมื่อเทียบกับน้ำในเซลล์) น้ำจึงออสโมซิสออก เซลล์เลยเหี่ยว

ข้อที่ 53. เมื่อปากใบปิด แต่พืชได้รับน้ำเต็มที่ พืชมีการลำเลียงน้ำหรือไม่ ถ้ามี พืชลำเลียงด้วยกลไกใด
เฉลย: ข. มีโดยใช้ Root pressure
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

การลำเลียงน้ำปกติอาศัยแรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) แต่โจทย์บอกว่า "ปากใบปิด" แปลว่าไม่มีการคายน้ำ

ก. ไม่มีการลำเลี้ยงน้ำ: ผิด เพราะรากยังดูดน้ำได้อยู่

ข. มีโดยใช้ Root pressure: ถูกต้อง! เมื่อน้ำในดินมีมาก รากจะปั๊มแร่ธาตุเข้าไปในไซเล็มทำให้น้ำออสโมซิสตามเข้าไป เกิดเป็น "แรงดันราก (Root pressure)" ดันน้ำขึ้นไปตามท่อ ซึ่งมักทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างที่ขอบใบเรียกว่า กัตเตชัน (Guttation) ในตอนเช้าตรู่

ค. / ง. มีโดยใช้ Transpiration pull: ผิด เพราะปากใบปิด จะไม่มีแรงดึงนี้เกิดขึ้น

ข้อที่ 54. ข้อความใดถูกต้อง
เฉลย: ข. Casparian strip ทำหน้าที่ควบคุมการผ่านของน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ Stele
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. น้ำเข้าสู่ Vessel ผ่านทาง Plasmodesmata เท่านั้น: ผิด! Vessel เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ไม่มีไซโทพลาซึมและพลาสโมเดสมาตา น้ำจะไหลทะลุผ่านรู (Perforation plate) และรอยทางด้านข้าง (Pit)

ข. Casparian strip ทำหน้าที่ควบคุมการผ่านของน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ Stele: ถูกต้อง แถบแคสพาเรียนเป็นสารซูเบอรินที่ฉาบอยู่รอบเซลล์ Endodermis ทำหน้าที่เป็น "ด่านตรวจ" บล็อกไม่ให้น้ำไหลซึมผ่านร่องผนังเซลล์ (Apoplast) บังคับให้น้ำต้องมุดเข้าในเซลล์ (Symplast) เพื่อให้เยื่อหุ้มเซลล์คัดกรองสารพิษก่อนส่งเข้าท่อลำเลียงตรงกลาง (Stele)

ค. การลำเลียงน้ำแบบ Symplast เป็นการลำเลียงน้ำไปตามผนังเซลล์...: ผิด! การไปตามผนังเซลล์หรือช่องว่างเรียกว่า Apoplast ส่วน Symplast คือการทะลุผ่านเซลล์ต่อเซลล์

ง. การลำเลียงใน Vessel เป็นแบบ Active Transport...: ผิด! การลำเลียงน้ำใน Xylem เป็นกระบวนการ Passive (ไม่ใช้ ATP) ล้วนๆ เพราะเซลล์ลำเลียงตายหมดแล้ว

ข้อที่ 55. อัตราการคายน้ำของพืชในข้อใดมีค่าสูงที่สุด
เฉลย: ง. ตะเคียนทองในป่าในวันที่แดดร้อน
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ปัจจัยที่ทำให้คายน้ำสูง: อุณหภูมิสูง แสงแดดจัด ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ และมีลมพัด

ก. ผักสลัดในฟาร์มในช่วงเช้าที่อากาศแจ่มใส: อากาศยังไม่ร้อนมาก ปากใบเริ่มเปิดแต่ยังคายน้ำไม่สุด

ข. หญ้ากลางสนามหลังฝนตกใหม่ ๆ: ความชื้นในอากาศสูงปรี๊ด (เกือบ 100%) น้ำในใบจะระเหยออกไปในอากาศได้ยากมาก

ค. มอสที่ขึ้นบนหินริมน้ำในป่าฮาลา-บาลา: ริมน้ำ + ในป่า = ความชื้นสัมพัทธ์สูงมาก การคายน้ำต่ำ

ง. ตะเคียนทองในป่าในวันที่แดดร้อน: "แดดร้อน" หมายถึงอุณหภูมิสูงและแสงจัด พลังงานความร้อนจะทำให้น้ำในใบกลายเป็นไอและระเหยออกทางปากใบได้เร็วที่สุดในบรรดาตัวเลือกทั้งหมด

ข้อที่ 56. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงน้ำของพืช
เฉลย: ง. Van der Waals interaction
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. Root pressure: แรงดันจากราก (เกี่ยวข้อง)

ข. Transpiration pull: แรงดึงจากการระเหยน้ำที่ใบ (เกี่ยวข้อง และเป็นแรงหลักที่ทรงพลังที่สุด)

ค. Capillary action: การซึมตามรูเล็ก (เกี่ยวข้อง เกิดจากแรง Cohesion ที่น้ำจับน้ำ และ Adhesion ที่น้ำจับผนังท่อ)

ง. Van der Waals interaction: แรงแวนเดอร์วาลส์เป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลที่อ่อนมากๆ ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการดึงสายน้ำที่หนักและยาวขึ้นสู่ยอดไม้ (แรงยึดเหนี่ยวหลักที่โมเลกุลน้ำใช้ดึงกันเองคือ พันธะไฮโดรเจน - Hydrogen bond)

ข้อที่ 57. พืชจากสถานการณ์ใดต่อไปนี้ มีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงที่สุด
เฉลย: ก. ข้าวสังข์หยดกลางไร่ในวันแดดจ้า
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

อัตราการสังเคราะห์แสงจะแปรผันตรงกับความเข้มแสง จนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัวของแสง (Light saturation point)

ก. ข้าวสังข์หยดกลางไร่ในวันแดดจ้า: ข้าวเป็นพืชที่ต้องการความเข้มแสงสูงเพื่อการเจริญเติบโต การอยู่กลางไร่ในวันแดดจ้าทำให้ได้รับแสงเต็มที่ที่สุด ทำให้ Photosynthesis พุ่งถึงจุดสูงสุด

ข. กุหลาบที่ปลูกในเรือนกระจก: เรือนกระจกมีการกรองแสงลงระดับหนึ่ง ทำให้ความเข้มแสงไม่เท่ากับกลางแจ้ง

ค. ต้นมะม่วงในสวนก่อนฝนตก: ก่อนฝนตก ท้องฟ้ามักมืดครึ้ม แสงน้อย อัตราการสังเคราะห์แสงจะลดลง

ง. ต้นหูกระจงในสวนในวันแดดร้อน: คำว่า "แดดร้อน" อาจหมายถึงอุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด (Heat stress) ซึ่งถ้าอุณหภูมิสูงเกิน เอนไซม์จะทำงานผิดปกติและปากใบจะปิดเพื่อหนีการสูญเสียน้ำ ทำให้อัตราตกลง

ข้อที่ 58. ข้อใดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฏิกิริยาที่ใช้แสง (Light reaction)
เฉลย: ข. ATP, NADPH, O2
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ปฏิกิริยาแสง (เกิดที่เยื่อไทลาคอยด์) มีหน้าที่หลักคือ "แปลงพลังงานแสงเป็นพลังงานเคมี"

ได้ ATP จากการถ่ายทอดอิเล็กตรอนและการปั๊มโปรตอน

ได้ NADPH จากการรับอิเล็กตรอนตัวสุดท้ายโดย NADP+

ได้แก๊สออกซิเจน (O2) เป็นของแถม จากกระบวนการแตกตัวของน้ำ (Photolysis)

ตัวเลือกอื่นที่มี "น้ำตาล" หรือ "RuBP" ผิดทั้งหมด เพราะสารพวกนั้นอยู่ในวัฏจักรคัลวิน (Dark reaction) ไม่ใช่ปฏิกิริยาแสง

ข้อที่ 59. เมื่อนำสาหร่ายหางกระรอกใส่ลงในสารละลาย NaHCO3 ในโถแก้ว... เมื่อย้ายไปไว้กลางแดด จะพบการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เฉลย: ง. ฟองแก๊สปล่อยออกมาด้วยอัตราที่สูงกว่าเดิม เนื่องจากได้รับความเข้มแสงสูงขึ้น
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ฟองแก๊สที่เห็นคือ แก๊สออกซิเจน ที่เกิดจากการสังเคราะห์ด้วยแสง (โดย NaHCO3 เป็นแหล่งให้คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำ)

ง. ย้ายไปกลางแดด = เป็นการ "เพิ่มความเข้มแสง" ซึ่งกระตุ้นให้อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงขึ้นตามหลักการ Photosynthesis ทำให้ผลิตออกซิเจน (ฟองแก๊ส) ออกมาได้เร็วและมากกว่าเดิม

ก., ข., ค. อ้างอิงเหตุผลผิด หรือบอกว่าอัตราต่ำลง ซึ่งขัดแย้งกับหลักความจริง

ข้อที่ 60. ข้อใดเป็นหน้าที่ของน้ำในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
เฉลย: ค. เป็นตัวให้อิเล็กตรอน
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ในระบบแสงที่ 2 (Photosystem II) เมื่อโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ได้รับแสง มันจะสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้ตัวรับ ทำให้ตัวมันขาดอิเล็กตรอน

เพื่อชดเชยอิเล็กตรอนที่หายไป ระบบแสง II จะไปดึงอิเล็กตรอนมาจากโมเลกุลของ น้ำ (H2O) ทำให้เกิดการแตกตัวของน้ำ (Photolysis) ได้โปรตอน (H+), ออกซิเจน (O2), และอิเล็กตรอน (e-)

ค. ดังนั้น น้ำจึงทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ เป็น "แหล่งให้อิเล็กตรอน (Electron donor)" แก่ระบบการสังเคราะห์ด้วยแสงนั่นเอง

ข. เป็นตัวรับอิเล็กตรอน: ผิด (NADP+ ต่างหากคือตัวรับอิเล็กตรอนตัวสุดท้าย)

ชุดที่ 7 : ข้อ 61 - 70

Hormone • Tropism • Digestion
ข้อที่ 61. ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับการสังเคราะห์ด้วยแสง
เฉลย: ข. พืชทุกชนิดสามารถนำช่วงแสงที่ตามองเห็นได้ (Visible Light) ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. พืชแต่ละชนิดใช้ช่วงความยาวคลื่นแสงในการสังเคราะห์ด้วยแสงแตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล: ผิดครับ ความสามารถในการดูดกลืนแสงของรงควัตถุ (เช่น คลอโรฟิลล์) เป็นคุณสมบัติทางเคมีที่คงที่ ไม่ได้เปลี่ยนความชอบคลื่นแสงไปตามฤดูกาล

ข. พืชทุกชนิดสามารถนำช่วงแสงที่ตามองเห็นได้ (Visible Light) ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง: ถูกต้องครับ ช่วงแสงที่ตามองเห็น (ความยาวคลื่นประมาณ 400-700 นาโนเมตร) หรือที่เรียกว่า PAR (Photosynthetically Active Radiation) เป็นช่วงคลื่นหลักที่พืชทุกชนิดบนโลกใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง

ค. พืชไร้ดอกสามารถใช้แสงเพื่อการสังเคราะห์ด้วยแสงในช่วงความยาวคลื่นที่แคบกว่าพืชดอก: ผิดครับ ไม่ว่าจะเป็นพืชไร้ดอก (เช่น เฟิน สน) หรือพืชดอก ก็ใช้ช่วงคลื่น Visible light ใกล้เคียงกันตราบใดที่มีคลอโรฟิลล์

ง. รงควัตถุที่พืชสามารถใช้สังเคราะห์ด้วยแสงได้มีเพียง Chlorophyll เท่านั้น: ผิดครับ พืชยังมี รงควัตถุประกอบ (Accessory pigments) อื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่ช่วยรับแสงช่วงสีน้ำเงิน/เขียว แล้วส่งพลังงานต่อให้คลอโรฟิลล์ เอ ได้ด้วย

ข้อที่ 62. ข้อใดไม่ถูกต้อง
เฉลย: ง. พืช CAM จะเปิดรูปากใบในเวลากลางคืน เนื่องจากเซลล์คุมมีการสังเคราะห์ด้วยแสง
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. พืช C4 มีการสูญเสียคาร์บอนอะตอมจาก Photorespiration น้อยมาก: เป็นข้อความที่ถูกต้อง พืช C4 มีกลไกแยกการตรึงคาร์บอนออกเป็น 2 เซลล์ ทำให้เอนไซม์ Rubisco ไม่เจอกับออกซิเจน จึงแทบไม่เกิดการหายใจแสง (Photorespiration) เลย

ข. พืช C4 มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ที่เซลล์ Mesophyll และ Bundle sheet cell: เป็นข้อความที่ถูกต้อง ตรึงครั้งแรกที่ Mesophyll (ใช้เอนไซม์ PEP carboxylase) และครั้งที่สองที่ Bundle sheath (ใช้ Rubisco)

ค. พืช CAM มีการสังเคราะห์ Malic acid ซึ่งสลายให้ Pyruvic acid และ CO2: เป็นข้อความที่ถูกต้อง พืช CAM (เช่น กระบองเพชร) ตรึง CO2 ตอนกลางคืนเก็บเป็นกรดมาลิก แล้วสลายเอา CO2 มาใช้ตอนกลางวัน

ง. (ข้อนี้ผิด): พืช CAM เปิดปากใบตอนกลางคืนเพื่อ "ลดการสูญเสียน้ำ" ไม่ใช่เพราะเซลล์คุมสังเคราะห์ด้วยแสงตอนกลางคืน (การสังเคราะห์ด้วยแสงต้องใช้พลังงานจากแสงแดด ซึ่งกลางคืนไม่มีแสงครับ!)

ข้อที่ 63. การที่รากของพืชพยายามเบนหนีจากแสงสว่างอยู่ตลอดเวลานั้นเนื่องจาก
เฉลย: ข. รากด้านที่ถูกแสงมีปริมาณออกซินน้อยกว่าอีกด้านหนึ่ง
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

กลไกการทำงานของออกซิน (Auxin): ออกซินจะหนีแสงเสมอ ทำให้ "ด้านที่มืด" มีปริมาณออกซินสะสมอยู่ มากกว่า "ด้านที่สว่าง"

ความต่างระหว่างยอดกับราก: ที่ปลายยอด ออกซินสูงจะกระตุ้นการยืดตัว (ยอดเลยโค้งหาแสง) แต่ที่ "ปลายราก" ปริมาณออกซินที่สูงเกินไปจะ "ยับยั้ง" การยืดตัวของเซลล์

ดังนั้น ด้านที่มืด (ออกซินเยอะ) เซลล์จะขยายตัวช้า ส่วน ด้านที่สว่าง (ออกซินน้อยกว่า) เซลล์จะขยายตัวได้เร็วกว่า ทำให้รากโค้ง "เบนหนีแสง (Negative phototropism)" ครับ

ข้อที่ 64. ฮอร์โมนพืชที่ยับยั้งการงอก กับฮอร์โมนที่กระตุ้นการงอกของเมล็ด คือข้อใดตามลำดับ
เฉลย: ก. กรดแอบไซซิก และจิบเบอเรลลิน
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid - ABA): ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด "ยับยั้งการงอก" ทำให้เมล็ดเข้าสู่ระยะพักตัว (Dormancy) เพื่อรอฤดูที่เหมาะสม

จิบเบอเรลลิน (Gibberellin - GA): ทำหน้าที่ "กระตุ้นการงอก" โดยไปกระตุ้นให้เมล็ดสร้างเอนไซม์ย่อยสลายแป้งมาเป็นน้ำตาลเพื่อให้พลังงานแก่เอ็มบริโอ

ไซโตไคนิน (Cytokinin): เน้นกระตุ้นการแบ่งเซลล์และชะลอความแก่ของพืช

เอทิลีน (Ethylene): เป็นแก๊สที่เน้นกระตุ้นการสุกของผลไม้และการหลุดร่วงของใบ

ออกซิน (Auxin): เน้นกระตุ้นการขยายตัวของเซลล์ตามยาวและการเกิดราก

ข้อที่ 65. ใบของพืช ก เป็นใบประกอบที่จะหุบเมื่อได้รับแสง ส่วนดอกของพืช ข จะบานเฉพาะเวลากลางคืน ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
เฉลย: ค. ข้อ 1 และ 3
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

วิเคราะห์โจทย์: พืช ก (หุบเมื่อโดนแสง) และ พืช ข (บานกลางคืน) เป็นการตอบสนองต่อแสงโดย ทิศทางการเคลื่อนไหวไม่เกี่ยวกับทิศทางของแสง เรียกว่าการเคลื่อนไหวแบบ Nastic movement (Photonasty)

1. เป็นการเคลื่อนไหวแบบอัตโนวัติ (Autonomic movement): (ผิด) เพราะ Nastic movement เป็นการเคลื่อนไหวที่มีสิ่งเร้าจากภายนอกมากระตุ้น เรียกว่า Paratonic movement ครับ (แบบอัตโนวัติคือขยับเองโดยไม่มีสิ่งเร้า เช่น การแกว่งของยอดพืช)

2. มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าในรูปแบบเดียวกัน: (ถูกต้อง) คือตอบสนองแบบ Nastic movement เหมือนกัน

3. มีการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่งภายในเซลล์: (ผิดสำหรับพืช ข) การหุบใบของพืช ก เกิดจากแรงดันเต่ง (Turgor pressure) แต่การบานของดอกไม้ (พืช ข) เกิดจาก "การเจริญเติบโตของกลุ่มเซลล์ที่ไม่เท่ากัน (Growth movement - Epinasty/Hyponasty)" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร ไม่ใช่แรงดันเต่งที่เข้าออกได้ครับ

4. เป็นการตอบสนองที่มีการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า: (ถูกต้อง) นี่คือนิยามของ Nastic movement เลยครับ

ข้อที่ 66. ชาวสวนนิยมใส่สารบางชนิดให้แก่ไม้ประดับทำให้ต้นไม้เตี้ยแคระ สารชนิดนี้น่าจะยับยั้งการสร้างฮอร์โมนชนิดใด
เฉลย: ข. ข้อ 2 (จิบเบอเรลลิน)
อธิบายเจาะลึก:

สารที่ชาวสวนนิยมใช้ทำไม้แคระ (เช่น Paclobutrazol) จะไปออกฤทธิ์ ยับยั้งการสังเคราะห์ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) * เนื่องจากจิบเบอเรลลินมีหน้าที่หลักในการ "กระตุ้นการยืดตัวของข้อและปล้อง (Internode elongation)" เมื่อฮอร์โมนนี้ถูกยับยั้ง ปล้องจึงสั้นลง ทำให้ต้นไม้กลายเป็นทรงพุ่มเตี้ยแคระนั่นเองครับ

ข้อที่ 67. การที่ส่วนยอดของพืชสามารถโค้งเข้าหาแสงได้นั้น เนื่องมาจากอิทธิพลของฮอร์โมนพืชที่สร้างมาจากเนื้อเยื่อเจริญในข้อใด
เฉลย: ก. Apical meristem
อธิบายเจาะลึก:

ฮอร์โมนที่ทำให้ยอดโค้งหาแสงคือ ออกซิน (Auxin หรือ IAA)

แหล่งผลิตหลักของออกซินในพืชคือ เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอด (Apical meristem) และใบอ่อน ก่อนที่จะถูกลำเลียงลงสู่ด้านล่างของลำต้นครับ

ข. Lateral meristem (เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง): เช่น แคมเบียม ทำหน้าที่เพิ่มความกว้างของลำต้น

ค. Intercalary meristem (เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ): พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ช่วยให้ปล้องยืดตัวยาวขึ้น

ข้อที่ 68. ข้อใดสรุปเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวระหว่างปลายยอดกับปลายรากของพืชได้ถูกต้อง
เฉลย: ค. ปลายยอดเป็นแบบ Negative geotropism ปลายรากเป็นแบบ Positive geotropism
อธิบายเจาะลึก:

การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วง (Geotropism หรือ Gravitropism):

ปลายยอด (Shoot): จะเจริญเติบโต "สวนทาง" กับแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอ (ชูขึ้นฟ้า) จึงเรียกว่า Negative geotropism

ปลายราก (Root): จะเจริญเติบโต "เข้าหา" หรือตามทิศทางของแรงโน้มถ่วงเสมอ (มุดลงดิน) จึงเรียกว่า Positive geotropism

ข้อ ง. ที่สลับกันจึงผิดครับ

ข้อที่ 69. ลักษณะอาการของพืชต่อไปนี้... ข้อใดที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยเอทิลีน (Ethylene)
เฉลย: ค. เฉพาะข้อ 2 และ 3
อธิบายเจาะลึก:

ตามหน้าที่หลักของฮอร์โมนพืช ข้อที่ไม่ได้ทำโดยเอทิลีนคือ ข้อ 2 (GA ทำ) และข้อ 3 (Auxin แบบสังเคราะห์ เช่น IBA, NAA ทำ) จึงตอบข้อ ค. ครับ

ข้อที่ 70. Microvilli ที่พบบนผิวของเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็กมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอย่างไร
เฉลย: ค. เพิ่มพื้นที่ผิวสำหรับการดูดซึมสารอาหาร และมีเอนไซม์ Brush border บนผิว
อธิบายเจาะลึก:

ผนังลำไส้เล็กจะพับทบไปมาเรียกว่า Villi และที่ผิวของเซลล์แต่ละเซลล์จะมียื่นเป็นขนเล็กๆ นับพันเรียกว่า Microvilli

หน้าที่ 1: ทำให้โครงสร้างมีลักษณะคล้ายแปรง (Brush border) ช่วย เพิ่มพื้นที่ผิว มหาศาล ทำให้ดูดซึมอาหารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

หน้าที่ 2: บริเวณ Brush border นี้ยังเป็นที่อยู่ของ เอนไซม์ หลายชนิด (เช่น Maltase, Sucrase, Lactase, Peptidase) ที่ใช้ย่อยสารอาหารโมเลกุลคู่ให้กลายเป็นโมเลกุลเดี่ยวขั้นตอนสุดท้ายก่อนดูดซึมเข้าเซลล์ครับ

ก. การบีบตัวดันอาหาร เรียกว่า Peristalsis

ข. สร้างเมือก เป็นหน้าที่ของ Goblet cell

ชุดที่ 8 : ข้อ 71 - 80

Digestive • Circulatory • EKG
ข้อที่ 71. ความผิดปกติที่เรียกว่า Achalasia เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของอวัยวะใด
เฉลย: ก. หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างไม่คลายตัว
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างไม่คลายตัว: อาการ Achalasia คือภาวะที่กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร (LES) เกร็งและไม่ยอมคลายตัว ทำให้อาหารกลืนไม่ลงและไปกระจุกอยู่ที่ปลายหลอดอาหาร

ข. กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารบีบตัวไม่ประสานกัน: จะทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือกระเพาะอาหารบีบตัวช้า (Gastroparesis) ไม่ใช่ Achalasia

ค. ลิ้นไก่ (Epiglottis) ปิดไม่สนิทขณะกลืน: ลิ้นไก่ (จริงๆ Epiglottis คือฝาปิดกล่องเสียง) ถ้าปิดไม่สนิทจะทำให้อาหาร "สำลัก" เข้าหลอดลม

ง. หูรูดทวารหนัก (Anal sphincter) หย่อนสมรรถภาพ: จะทำให้กลั้นอุจจาระไม่อยู่ ไม่เกี่ยวกับการกลืนอาหาร

ข้อที่ 72. ลำไส้เล็กส่วนใดที่มีการดูดซึมน้ำดีกลับ (Bile salt reabsorption) เป็นหลัก
เฉลย: ค. Ileum
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. Duodenum: ลำไส้เล็กส่วนต้น เป็นส่วนที่ "สั้นที่สุด" หน้าที่หลักคือ "ย่อยอาหาร" ให้เสร็จสมบูรณ์ โดยรับน้ำดีและเอนไซม์จากตับอ่อน

ข. Jejunum: ลำไส้เล็กส่วนกลาง หน้าที่หลักคือ "ดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่" (เช่น น้ำตาล กรดอะมิโน)

ค. Ileum: ลำไส้เล็กส่วนปลายที่ยาวที่สุด มีหน้าที่พิเศษคือการ "ดูดซึมเกลือน้ำดี (Bile salt)" กลับคืนสู่ตับ (Enterohepatic circulation) และดูดซึมวิตามิน B12

ง. ทั้งหมดมีการดูดซึมเท่าๆ กัน: ผิด ลำไส้เล็กแต่ละส่วนมีหน้าที่เด่นต่างกัน

ข้อที่ 73. ในคนปกติ การดูดซึมกรดอะมิโนเกิดขึ้นที่ส่วนใดของทางเดินอาหารมากที่สุด
เฉลย: ข. ลำไส้เล็กส่วน Duodenum และ Jejunum
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. กระเพาะอาหาร: กระเพาะอาหารมีการดูดซึมสารได้น้อยมาก (ดูดซึมได้แค่แอลกอฮอล์และยาบางชนิด)

ข. ลำไส้เล็กส่วน Duodenum และ Jejunum: ถูกต้อง! สารอาหารส่วนใหญ่ที่ย่อยเสร็จแล้ว รวมถึงกรดอะมิโน จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างหนาแน่นที่บริเวณนี้

ค. ลำไส้เล็กส่วน Ileum: เน้นดูดซึมเกลือน้ำดีและวิตามิน B12 เป็นหลัก

ง. ลำไส้ใหญ่: หน้าที่หลักคือดูดซึม "น้ำและแร่ธาตุ" กลับ ไม่ใช่แหล่งดูดซึมกรดอะมิโน

ข้อที่ 74. กรดในกระเพาะอาหารมีหน้าที่สำคัญอย่างไร
เฉลย: ข. กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เปปซินและทำลายเชื้อโรค
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. ย่อยคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว: การย่อยคาร์โบไฮเดรตเกิดขึ้นที่ปาก (Amylase) และลำไส้เล็ก กรดไม่มีหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต

ข. กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เปปซินและทำลายเชื้อโรค: กรดเกลือ (HCl) ทำหน้าที่เปลี่ยน Pepsinogen (ที่ยังไม่ทำงาน) ให้กลายเป็น Pepsin (ที่พร้อมย่อยโปรตีน) และสภาพความเป็นกรดสูง (pH 1.5-2) ยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ปนมากับอาหาร

ค. ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ: ไม่ใช่หน้าที่หลักของกรดในกระเพาะอาหาร

ง. ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมัน: การย่อยไขมันต้องอาศัยน้ำดีจากตับและเอนไซม์ Lipase ในลำไส้เล็ก

ข้อที่ 75. การบีบตัวของทางเดินอาหารเพื่อเคลื่อนย้ายอาหารไปข้างหน้าเรียกว่าอะไร
เฉลย: ก. Peristalsis
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. Peristalsis (เพอริสตัลซิส): เป็นการบีบตัวรูดเป็นระลอกของกล้ามเนื้อเรียบ เพื่อดันก้อนอาหาร (Bolus/Chyme) ให้ "เคลื่อนที่ไปข้างหน้า" ตามทางเดินอาหาร

ข. Segmentation: เป็นการบีบตัวสลับไปมาในลำไส้เล็ก เพื่อ "คลุกเคล้า" อาหารให้เข้ากับน้ำย่อย ไม่ได้เน้นดันไปข้างหน้า

ค. Digestion: แปลว่า "การย่อยอาหาร"

ง. Absorption: แปลว่า "การดูดซึม"

ข้อที่ 76. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการไหลเวียนของน้ำเหลืองในระบบน้ำเหลือง
เฉลย: ค. การออกกำลังแบบลุกนั่งทำให้มีแรงดันในช่องท้องและช่องอกซึ่งช่วยส่งเสริมการไหลเวียนน้ำเหลืองใน Thoracic duct
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. Central lacteal... ลำเลียงสารอาหารประเภทไขมันเข้าสู่ระบบ Portal vein: ผิด! หลอดน้ำเหลืองฝอย (Lacteal) ดูดซึมไขมันแล้วจะส่งเข้าสู่ "ระบบน้ำเหลือง" โดยตรง ไม่ผ่านเส้นเลือดพอร์ทัลเวนเข้าตับ

ข. Right lymphatic duct... นำน้ำเหลืองจากส่วนศีรษะ คอ แขน ทรวงอก ช่องท้อง และขา ด้านขวาทั้งหมด...: ผิด! Right lymphatic duct รับน้ำเหลืองเฉพาะ "ขวาบน (แขนขวา ซีกขวาของหัว คอ และอก)" เท่านั้น ส่วนที่เหลือทั้งตัวรวมถึงขาขวาจะเข้าทาง Thoracic duct

ค. (ข้อนี้ถูก): หลอดน้ำเหลืองไม่มีปั๊มแบบหัวใจ จึงต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อลายรอบๆ (Muscle pump) และแรงดันจากการหายใจเข้าออก/การลุกนั่ง (Respiratory pump) เพื่อดันน้ำเหลืองในท่อใหญ่ (Thoracic duct) ให้ไหลกลับหัวใจ

ง. น้ำเหลืองจาก Right lymphatic duct และ Thoracic duct ไหลเข้าสู่ Right atrium โดยตรง: ผิด! ท่อน้ำเหลืองใหญ่ทั้งสองจะเทเข้าเส้นเลือดดำใหญ่บริเวณไหปลาร้า เรียกว่า Subclavian vein ก่อนจะไหลเข้าหัวใจ

ข้อที่ 77. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดเข้าและออกจากหัวใจ
เฉลย: ก. เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจาก Coronary sinus ไหลเข้าสู่ Right atrium โดยตรง ไม่ผ่านทาง Superior vena cava
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. (ข้อนี้ถูก): หัวใจห้องบนขวา (Right atrium) รับเลือดดำจาก 3 แหล่ง คือ Superior vena cava (ร่างกายส่วนบน), Inferior vena cava (ร่างกายส่วนล่าง), และ Coronary sinus (เลือดดำจากกล้ามเนื้อหัวใจเอง ซึ่งเทเปิดเข้าห้องบนขวาโดยตรง)

ข. เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไหลเข้าสู่ Right atrium ผ่านทาง Superior vena cava และ Inferior vena cava เท่านั้น: ผิด เพราะมี Coronary sinus ด้วย

ค. เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไหลจาก Right atrium ไปยัง Right ventricle โดยผ่านลิ้นหัวใจ Mitral valves...: ผิด! ลิ้นกั้นระหว่างห้องขวาคือ Tricuspid valve ส่วน Mitral valve (Bicuspid) กั้นอยู่ฝั่งซ้าย

ง. เลือดที่มีออกซิเจนสูงเข้าสู่ Left atrium ผ่านทางเส้นเลือด Pulmonary arteries...: ผิด! เลือดแดงจากปอดกลับเข้าหัวใจห้องบนซ้ายต้องผ่าน Pulmonary veins (ส่วน Pulmonary artery พาเลือดดำออกจากหัวใจไปปอด)

ข้อที่ 78. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
เฉลย: ข. Coronary artery เป็นเส้นเลือดเส้นแรกที่แตกแขนงมาจาก Aorta ซึ่งมีหน้าที่ลำเลียงเลือดที่มีออกซิเจนสูงไปยังหัวใจ
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. โครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจของมนุษย์ทุกช่วงของพัฒนาการมีลักษณะเหมือนกัน: ผิด ทารกในครรภ์มีการไหลเวียนเลือดต่างจากผู้ใหญ่มาก (มีรูเปิด Foramen ovale และ Ductus arteriosus ลัดวงจรปอด)

ข. (ข้อนี้ถูก): ทันทีที่เลือดแดงสูบฉีดออกจากหัวใจซ้ายล่างเข้าหลอดเลือดแดงใหญ่ Aorta จะมีแขนงแรกสุดแยกออกมาทันที เรียกว่าหลอดเลือด Coronary artery เพื่อเอาเลือดแดงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจให้ทำงานได้ตลอดชีวิต

ค. Fossa ovalis เป็นแอ่งที่พบใน Right atrium ซึ่งเป็นทางผ่านของเลือดจาก Right atrium ไปยัง Left atrium ของทารกในครรภ์: ผิด! รูที่เป็นทางผ่านตอนอยู่ในครรภ์เรียกว่า Foramen ovale แต่พอคลอดออกมา รูนี้จะปิดสนิทกลายเป็นรอยบุ๋มทิ้งไว้ เรียกว่า Fossa ovalis (รอยบุ๋มไม่ใช่ทางผ่านแล้ว)

ง. การทำ Balloon angioplasty มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายท่อของหลอดเลือด Coronary vein...: ผิด การทำบอลลูนต้องทำเพื่อขยายเส้นเลือดแดง Coronary artery ที่ตีบตันจากไขมัน ไม่ใช่เส้นเลือดดำ (vein)

ข้อที่ 79. จากภาพ EKG ที่กำหนด ข้อความใดต่อไปนี้อธิบายถูกต้อง
เฉลย: ค. QRS แสดงการเกิด Depolarization ของ Ventricle
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์คลื่น EKG ทั้งหมด):

ก. P แสดงการเกิด Depolarization ของ Ventricle: ผิด คลื่น P wave แสดงการเกิด Depolarization ของ Atrium (หัวใจห้องบนหดตัวบีบเลือดลงล่าง)

ข. Q แสดงการเกิด Depolarization ของ Atrium: ผิด QRS complex ทั้งชุดเกิดพร้อมกัน

ค. QRS แสดงการเกิด Depolarization ของ Ventricle: ถูกต้อง คลื่นคลื่น QRS complex จังหวะที่แหลมสูงที่สุด คือจังหวะที่หัวใจห้องล่าง (Ventricle) ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าอย่างรุนแรงให้บีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายและปอด

ง. T แสดงการเกิด Repolarization ของ Atrium: ผิด คลื่น T wave แสดงการเกิด Repolarization ของ Ventricle (หัวใจห้องล่างคลายตัวพักเพื่อเตรียมรับเลือดรอบใหม่)

ข้อที่ 80. ...พยาบาลได้ทำการวัดความดันโลหิต พบว่ามีความดันโลหิตเท่ากับ 150/90 ข้อใดกล่าวถูกต้อง
เฉลย: ก. ค่าความดันโลหิตของนักเรียนคนนี้มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. (ข้อนี้ถูก): หน่วยมาตรฐานสากลในการวัดความดันโลหิตคือ มิลลิเมตรปรอท (mmHg) เสมอ

ข. Systolic blood pressure ของนักเรียนคนนี้มีค่าเท่ากับ 90: ผิด! ตัวเลข 150/90 ตัวหน้า (150) คือความดันขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่า Systolic pressure

ค. Diastolic blood pressure ของนักเรียนคนนี้มีค่าเท่ากับ 150: ผิด! ตัวหลัง (90) คือความดันขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่า Diastolic pressure

ง. เครื่องมือที่พยาบาลใช้ในการวัดความดันของนักเรียนคนนี้คือ EKG: ผิด! EKG (หรือ ECG) ใช้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ส่วนเครื่องวัดความดันเรียกว่า Sphygmomanometer (สฟิกโมมาโนมิเตอร์)

ชุดที่ 9 : ข้อ 81 - 90

Blood • Respiration • Excretion • Kidney
ข้อที่ 81. เด็กหญิงพรีโอเริ่มมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเลือดไหลมากและยาวนานกว่าปกติ... น่าจะเกิดความผิดปกติของเซลล์ในข้อใด
เฉลย: ง. Megakaryocyte
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

โจทย์วิเคราะห์: เลือดไหลไม่หยุด/ไหลนานกว่าปกติ บ่งบอกว่าร่างกายมีปัญหาในกระบวนการ "แข็งตัวของเลือด (Blood clotting)" ซึ่งเป็นหน้าที่ของ เกล็ดเลือด (Platelet / Thrombocyte)

ก. Leukocyte: คือ "เม็ดเลือดขาว" มีหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและทำลายเชื้อโรค ไม่เกี่ยวกับการห้ามเลือด

ข. Melanocyte: คือ "เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานิน" ในผิวหนัง ทำให้ผิวมีสีคล้ำเพื่อป้องกันรังสี UV

ค. Erythrocyte: คือ "เม็ดเลือดแดง" มีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน (เด็กคนนี้ซีดเพราะเสียเม็ดเลือดแดง แต่ต้นเหตุที่เลือดไม่หยุดไม่ใช่ความผิดปกติของตัวเม็ดเลือดแดงเอง)

ง. Megakaryocyte: คือ "เซลล์ต้นกำเนิดเกล็ดเลือด" ที่อยู่ในไขกระดูก เซลล์นี้จะแตกตัวออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ กลายเป็นเกล็ดเลือด (Platelet) เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าเซลล์นี้ผิดปกติ เกล็ดเลือดก็จะต่ำ เลือดจึงแข็งตัวช้าครับ

ข้อที่ 82. จากตารางลักษณะของเม็ดเลือดขาว ข้อใดคือเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่เป็น Phagocytic cell
เฉลย: ข. นิวเคลียสติดสีน้ำเงิน มีจำนวน 3-5 พู แกรนูลขนาดเล็ก ติดสีน้ำเงินอมส้ม
อธิบายเจาะลึก:

Phagocytic cell: คือเซลล์ที่เขมือบเชื้อโรคด้วยวิธี Phagocytosis (การหลั่งเอนไซม์ย่อย) ตัวท็อปของวงการนี้คือ Neutrophil และ Macrophage (Monocyte)

ก. นิวเคลียส 1-2 พู, แกรนูลใหญ่สีส้มเข้ม: ลักษณะนี้คือ Eosinophil หน้าที่หลักคือทำลายปรสิต/พยาธิ และเกี่ยวข้องกับภูมิแพ้

ข. นิวเคลียส 3-5 พู (Multilobed), แกรนูลเล็กสีน้ำเงินอมส้ม (สีชมพูม่วงๆ): ลักษณะนี้คือ Neutrophil ซึ่งเป็นทหารราบด่านหน้า มีหน้าที่หลักคือเป็น Phagocytic cell เขมือบแบคทีเรีย!

ค. นิวเคลียส 1-2 พู, แกรนูลใหญ่สีน้ำเงินเข้ม: ลักษณะนี้คือ Basophil หน้าที่หลักคือหลั่งสาร Histamine (ก่อภูมิแพ้/อักเสบ) และ Heparin (ป้องกันเลือดแข็งตัว)

ง. นิวเคลียสกลม, แกรนูลไม่พบ (Agranulocyte): ลักษณะนี้คือ Lymphocyte (B-cell / T-cell) หน้าที่คือสร้างระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ

ข้อที่ 83. ขณะที่เราหายใจเข้า ข้อใดไม่เป็นความจริง
เฉลย: ค. ช่องท้องขยายดันกล้ามเนื้อกะบังลมให้คลายตัวยึดเข้าในช่องอก
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์กลไกหายใจเข้า):

ก. กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงแถบนอกหดตัว: (เป็นความจริง) ทำให้กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้นและบานออก

ข. ความดันในช่องอกลดลง: (เป็นความจริง) เมื่อปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้นตามกฎของบอยล์ ความดันจะลดลง

ค. (ข้อนี้ไม่จริง): เวลาหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมต้อง "หดตัวและเลื่อนต่ำลง (แบนราบลง)" เพื่อเพิ่มพื้นที่ช่องอกครับ ไม่ใช่คลายตัวแล้วดันขึ้นไปในช่องอก! (การคลายตัวโค้งขึ้นไปคือกลไกการ "หายใจออก" ครับ)

ง. ความดันอากาศในปอดต่ำกว่าความดันอากาศภายนอก: (เป็นความจริง) อากาศภายนอก (ความดันสูงกว่า) จึงไหลเข้าสู่ปอดได้

ข้อที่ 84. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Hemoglobin (Hb)
เฉลย: ข. Bohr effect ส่งผลให้ Hb ปล่อย O2 ได้มากขึ้น
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. เมื่อ pH ของเลือดต่ำลง Hb จะจับ O2 ได้มากขึ้น: ผิดครับ pH ต่ำ (เลือดเป็นกรดจาก CO2 สูง) จะทำให้ Hb ความสามารถตก และ "ปล่อย" O2 ออกมาต่างหาก

ข. Bohr effect ส่งผลให้ Hb ปล่อย O2 ได้มากขึ้น: ถูกต้อง! Bohr effect คือปรากฏการณ์ที่เนื้อเยื่อทำงานหนัก เกิด CO2 เยอะ เลือดเป็นกรด (pH ต่ำ) ทำให้ ฮีโมโกลบินลดความเกาะติดกับออกซิเจน และยอม "เท" ออกซิเจนให้เนื้อเยื่อเอาไปใช้สร้างพลังงาน

ค. เมื่อ Partial pressure ของ O2 สูง Hb จะปล่อย O2 ได้มากขึ้น: ผิดครับ ถ้าระดับ O2 สูง (เช่น ที่ปอด) Hb จะต้อง "จับ" O2 ได้ดีขึ้น ไม่ใช่ปล่อย

ง. ในบริเวณที่มี CO2 สูง Hb จะจับกับ CO2 ได้ดีกว่า O2 จึงอาจทำให้เสียชีวิตได้: ผิดครับ CO2 ไม่ได้แย่งจับที่เดียวกับ O2 ตัวที่แย่งจับกับ O2 ได้ดีกว่าจนทำให้ตายได้คือ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ต่างหาก!

ข้อที่ 85. คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการหายใจ ส่วนใหญ่จะถูกลำเลียงไปตามกระแสเลือดในรูปแบบใด
เฉลย: ก. ไบคาร์บอเนตละลายอยู่ในพลาสมา
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ร่างกายมีวิธีกำจัด CO2 ออกจากเซลล์ไปที่ปอด 3 ทาง:

ก. ไบคาร์บอเนตละลายอยู่ในพลาสมา (HCO3-): นี่คือช่องทางหลัก! ประมาณ 70% ของ CO2 จะทำปฏิกิริยากับน้ำในเม็ดเลือดแดงกลายเป็นกรดคาร์บอนิก แล้วแตกตัวเป็นไบคาร์บอเนตไอออนไหลล่องลอยไปในพลาสมาอย่างปลอดภัย

ข. กรดคาร์บอนิกละลายอยู่ในพลาสมา: กรดคาร์บอนิก (H2CO3) ไม่เสถียร มันจะแตกตัวเป็นไบคาร์บอเนตทันที จึงไม่ใช่อยู่ในรูปนี้เป็นหลัก

ค. คาร์บอนไดออกไซด์จับตัวกับฮีโมโกลบิน: มีแค่ประมาณ 20% เท่านั้นที่เกาะไปกับ Hb (ในรูป Carbaminohemoglobin)

ง. ไบคาร์บอเนตไอออนจับตัวกับฮีโมโกลบิน: ผิดกลไกครับ ไบคาร์บอเนตจะถูกปั๊มออกไปลอยในพลาสมา ตัวที่จับกับ Hb คือ CO2 โดยตรงหรือ H+

ข้อที่ 86. ไส้เดือนดินและแม่เพรียงเป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมเดียวกัน แต่การหายใจจะแตกต่างกันคือ
เฉลย: ง. ไส้เดือนดินหายใจโดยใช้ผิวลำตัว ส่วนแม่เพรียงหายใจโดยใช้เหงือก
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ไส้เดือนดินและแม่เพรียงอยู่ในไฟลัม Annelida (หนอนปล้อง)

ก. ไส้เดือนดินหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน...: ผิด! ไส้เดือนดินต้องใช้ออกซิเจนครับ

ข. ไส้เดือนดินหายใจโดยใช้ผิวลำตัว ส่วนแม่เพรียงมีระบบท่อลมหายใจ: ผิดตรงแม่เพรียง "ท่อลม (Trachea)" เป็นของแมลง ไม่ใช่แม่เพรียง

ค. ไส้เดือนดินหายใจโดยระบบเลือดและระบบท่อลม...: ผิด ไส้เดือนดินไม่มีท่อลม

ง. (ข้อนี้ถูก): ไส้เดือนดิน ใช้ "ผิวหนังที่เปียกชื้น (Moist skin)" ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ส่วน แม่เพรียง (Sandworm) อยู่ในทะเล จะมีระยางค์ด้านข้างเรียกว่า พาราโพเดีย (Parapodia) ซึ่งทำหน้าที่เสมือน "เหงือก (Gills)" ในการแลกเปลี่ยนแก๊สครับ

ข้อที่ 87. เมื่อระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพิ่มขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่อระบบหายใจของมนุษย์
เฉลย: ข. ค่า pH ในเลือดลดลง ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นหน่วยควบคุมการหายใจที่สมอง
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. ระดับออกซิเจนเพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติ: ร่างกายเพิ่ม O2 เองไม่ได้ ต้องสั่งให้หายใจเข้าก่อน

ข. (ข้อนี้ถูก): เมื่อ CO2 สูง มันจะรวมกับน้ำกลายเป็นกรด ทำให้ ค่า pH ในเลือด "ลดลง" (เป็นกรด) สมองส่วน Medulla oblongata จะเซนเซอร์เจอความเป็นกรดนี้ แล้วส่งสัญญาณสั่งให้กล้ามเนื้อซี่โครงหดตัวแรงและเร็วขึ้น (หายใจหอบ) เพื่อขับ CO2 ทิ้ง!

ค. กระบวนการหายใจระดับเซลล์ลดลง ส่งผลให้เกิดการสะสมกรดแลคติก...: การสะสมกรดแลคติกเกิดจากการขาด O2 ชั่วขณะ (Anaerobic) ไม่ใช่การตอบสนองหลักของระบบควบคุมการหายใจ

ง. ค่า pH ในเลือดสูงขึ้น...: ผิด! CO2 ทำให้เลือดเป็นกรด ดังนั้น pH ต้อง "ลดลง" ไม่ใช่สูงขึ้น

ข้อที่ 88. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการหายใจ
เฉลย: ก. ตั๊กแตนมีถุงลม (Air sac) เก็บอากาศ
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. ตั๊กแตนมีถุงลม (Air sac): ถูกต้องครับ แมลงที่บินได้หรือเคลื่อนที่เร็วๆ อย่างตั๊กแตน จะมีถุงลมต่อกับระบบท่อลม (Trachea) ไว้ทำหน้าที่เหมือนปั๊มลมช่วยดันอากาศให้หมุนเวียนได้เร็วขึ้น

ข. นกไม่มีถุงลม (Air sac) เก็บอากาศ: ผิดเต็มประตู! นกมีถุงลมเยอะมากถึง 9 ถุง เพื่อช่วยปั๊มอากาศให้ไหลผ่านปอดแบบทางเดียว (Double respiration)

ค. ปลานิลใช้เหงือกแลกเปลี่ยนแก๊สได้ดี เนื่องจากออกซิเจนละลายน้ำได้ดี: ผิดตรงเหตุผลครับ ความจริงคือ "ออกซิเจนละลายในน้ำได้แย่มาก (น้อยกว่าในอากาศถึง 30 เท่า)" ปลาจึงต้องวิวัฒนาการเหงือกและระบบ Countercurrent exchange มาดึง O2 อันน้อยนิดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ง. กุ้งแลกเปลี่ยนแก๊สได้ดีในบริเวณที่อุณหภูมิสูง...: ผิดหลักเคมีครับ แก๊สจะละลายในน้ำได้ "ดีขึ้น" ในอุณหภูมิที่ "ต่ำ" (น้ำเย็น) น้ำร้อน O2 จะระเหยหนีหมด

ข้อที่ 89. จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ ข้อใดเป็นความจริง (ปริมาณของเสียที่ไต, การกรอง)
เฉลย: ข. II และ IV
อธิบายเจาะลึก:

I. ผิด: เส้นเลือด Renal artery คือเส้นที่พาของเสีย (ยูเรีย) "เข้า" มาทิ้งที่ไต ส่วน Renal vein คือเส้นที่พาเลือดที่ "กรองสะอาดแล้ว" ออกจากไต ดังนั้น Renal vein ต้องมีของเสียน้อยกว่า!

II. ถูก: ท่อขดส่วนต้น (Proximal Convoluted Tubule - PCT) ทำหน้าที่ดูดกลับสารที่มีประโยชน์แบบ 100% ซึ่งก็คือ กลูโคส และ กรดอะมิโน

III. ผิด: ของเหลวที่กรองได้ (Filtrate) จะไม่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ผ่านลงมาได้เลย เช่น "โปรตีนในพลาสมา" และเม็ดเลือด ดังนั้นองค์ประกอบจึง "ไม่เหมือน" พลาสมา 100%

IV. ถูก: ไตมีความสามารถในการชดเชยการทำงาน (Compensatory hypertrophy) หากเหลือไตข้างเดียว ไตข้างนั้นจะกรองเลือดหนักขึ้นจนผลิตปัสสาวะได้ใกล้เคียงคนปกติ

ข้อที่ 90. ข้อใดถูกต้อง (จากตารางเปรียบเทียบ Kangaroo rat กับ คน)
เฉลย: ง. Kangaroo rat มี Loop of Henle ยาวกว่าทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

จากตาราง Kangaroo rat ได้น้ำจากเมแทบอลิซึมถึง 1.8 ml (คิดเป็น 90% ของน้ำที่เข้าตัว) และเสียน้ำทางปัสสาวะน้อยมากๆ แค่ 0.45 ml

ก. คนขับถ่ายปัสสาวะที่มีความเข้มข้นสูงกว่า Kangaroo rat: ผิดครับ หนูจิงโจ้สูญเสียปัสสาวะน้อยมาก แปลว่าปัสสาวะมันต้อง "เข้มข้นสุดๆ" เหนียวเป็นสิรัปเลย เพื่อเซฟน้ำไว้

ข. คนไม่มี Juxtamedullary nephron ที่ช่วยรักษาน้ำในร่างกาย: ผิดครับ คนมีหน่วยไตชนิดนี้ประมาณ 15% ส่วนหน่วยไตหลักคือ Cortical nephron

ค. Kangaroo rat ไม่มีต่อมเหงื่อ ทำให้ลดการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย: ตามธรรมชาติคือจริง แต่มัน "สรุปไม่ได้จากตารางนี้" และตารางยังโชว์ว่ามันเสียน้ำทางการระเหยถึง 1.46 ml (ลมหายใจ)

ง. Kangaroo rat มี Loop of Henle ยาวกว่าทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง: นี่คือ Fact ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของหนูทะเลทราย! Loop of Henle ที่ยาวมากจุ่มลึกลงไปใน Medulla ช่วยสร้างความเค็มดึงน้ำกลับได้มหาศาล ทำให้ฉี่ออกมาน้อยและเข้มข้น

ชุดที่ 10 : ข้อ 91 - 100

Excretion • Immunity • Rh factor
ข้อที่ 91. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระบบขับถ่ายของสิ่งมีชีวิตต่อไปนี้
เฉลย: ก. ไฮดราขับแอมโมเนียออกจากเซลล์โดยการแพร่
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. (ข้อนี้ถูก): ไฮดราเป็นสัตว์น้ำชั้นต่ำที่ไม่มีอวัยวะขับถ่ายเฉพาะ ของเสียหลักคือ "แอมโมเนีย" ซึ่งละลายน้ำได้ดีมาก จึงใช้วิธี การแพร่ (Diffusion) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกสู่สภาพแวดล้อมได้โดยตรง

ข. ในหนู Collecting duct ของไตทำหน้าที่ดูดกลับกลูโคส: ผิด! กลูโคสและกรดอะมิโนทั้งหมดจะถูกดูดกลับแบบ 100% ที่ท่อขดส่วนต้น (PCT) ส่วนท่อรวม (Collecting duct) เน้นดูดกลับน้ำตามคำสั่งของฮอร์โมน ADH

ค. พลานาเรียขับยูเรียออกจากร่างกายโดยอาศัย Flame cell: พลานาเรียมี Flame cell จริง แต่ขับของเสียในรูป "แอมโมเนีย" ไม่ใช่ยูเรีย

ง. ในคนส่วนของไตที่ทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นคือ Distal convoluted tubule: ผิด! โครงสร้างหลักที่สร้างความเข้มข้นให้ปัสสาวะ คือ ห่วงเฮนเล (Loop of Henle) และท่อรวม (Collecting duct) ไม่ใช่ท่อขดส่วนปลาย (DCT)

ข้อที่ 92. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Antidiuretic hormone (ADH)
เฉลย: ข. สร้างจาก Hypothalamus เพื่อกระตุ้นการดูดน้ำกลับที่บริเวณ Distal tubule และ Collecting duct
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ความจริงของ ADH: ฮอร์โมนนี้ถูก สร้าง (Synthesized) ขึ้นที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) จากนั้นจะถูกส่งไป เก็บและหลั่ง (Secreted) ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (Posterior pituitary) เพื่อไป "กระตุ้น" การดูดน้ำกลับที่ไต

ก. สร้างจาก Hypothalamus เพื่อยับยั้ง...: ผิดตรงคำว่า "ยับยั้ง" เพราะหน้าที่มันคือ "กระตุ้น" ให้ดูดน้ำกลับ (ป้องกันฉี่เยอะ)

ข. (ข้อนี้ถูกที่สุด): อธิบายแหล่งสร้าง (Hypothalamus) และหน้าที่ (กระตุ้นการดูดน้ำกลับที่ DCT และ Collecting duct) ได้ถูกต้องตามหลักสรีรวิทยา

ค. สร้างจาก Posterior pituitary...: ผิดตรงคำว่า "สร้างจาก" เพราะต่อมใต้สมองส่วนหลังไม่ได้สร้างฮอร์โมนเอง แค่เป็นที่เก็บของเท่านั้น

ง. สร้างจาก Anterior pituitary...: ผิดเต็มประตู ทั้งแหล่งสร้างและหน้าที่

ข้อที่ 93. สภาวะในข้อใดที่ทำให้อัตราการกรองที่โกลเมอรูลัสของไตลดต่ำลง
เฉลย: ค. I และ II
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

อัตราการกรอง (Glomerular Filtration Rate - GFR) ขึ้นอยู่กับ "แรงดันเลือด" ในโกลเมอรูลัส และความโปร่งของท่อไต

I. คนที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ: ถูกต้อง! เมื่อความดันเลือดตก แรงดันที่จะดันของเหลวทะลุผนังหลอดเลือดฝอยเข้าสู่โบว์แมนส์แคปซูลก็จะมีน้อยลง GFR จึงตกตาม

II. คนที่เป็นโรคนิ่วในไต: ถูกต้อง! ก้อนนิ่วจะไปอุดตันท่อทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิด "แรงดันต้านกลับ (Back pressure)" ดันสวนขึ้นมาที่แคปซูล ทำให้เลือดกรองผ่านได้ยากขึ้น GFR จึงลดต่ำลง

III. คนที่มีความผิดปกติในการผลิต ADH: ไม่เกี่ยวกับการกรองเริ่มต้นครับ ADH ไปทำงานตอนท้าย (การดูดน้ำกลับที่ท่อรวม) ถ้า ADH ผิดปกติจะทำให้ "ฉี่เยอะ" หรือ "ฉี่น้อย" แต่ GFR ยังปกติ

ข้อที่ 94. ข้อใดเป็นของเสียที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบซึ่งนกและกบขับออกจากร่างกาย
เฉลย: ง. Uric acid และ Urea (ตามลำดับ นก | กบ)
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

นก: ต้องการประหยัดน้ำให้มากที่สุด และต้องการลดน้ำหนักตัวเพื่อการบิน จึงเปลี่ยนของเสียให้เป็น กรดไดยูริก (Uric acid) ซึ่งตกตะกอนเป็นกึ่งของแข็ง (สีขาวๆ ในขี้นก) ไม่ต้องใช้น้ำในการขับทิ้ง

กบ (สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกตัวเต็มวัย): ใช้ชีวิตบนบกเป็นส่วนใหญ่ จึงขับของเสียในรูปที่มีความเป็นพิษปานกลางและใช้น้ำละลายไม่มากนัก คือ ยูเรีย (Urea)

ข้อที่ 95. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Specific immunity)
เฉลย: ค. CD4+ และ CD8+ T cell ทำงานร่วมกันเพื่อกำจัด Antigen จึงเป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ก. ผิวหนัง...: ผิวหนังเป็นระบบภูมิคุ้มกัน แบบไม่จำเพาะ (Innate immunity) ด่านที่ 1

ข. Langerhans cell เป็นเซลล์ที่สร้าง antibody...: ผิด 2 เด้ง! Langerhans cell คือเซลล์แมคโครฟาจชนิดหนึ่งที่ผิวหนัง (ภูมิคุ้มกันไม่จำเพาะ) และมัน สร้าง Antibody ไม่ได้

ค. (ข้อนี้ถูก): CD4+ (Helper T cell) และ CD8+ (Cytotoxic T cell) เป็นทหารระดับท็อปของระบบภูมิคุ้มกัน แบบจำเพาะ (Adaptive/Specific immunity) ด่านที่ 3

ง. Microglia...: Microglia คือแมคโครฟาจประจำการในสมอง มีหน้าที่จับกินเชื้อโรคแบบกวาดเรียบ จึงจัดอยู่ในภูมิคุ้มกัน แบบไม่จำเพาะ

ข้อที่ 96. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันแบบรับมา (Passive immunity)
เฉลย: ข. CAR-T cell ที่ผลิตในหลอดทดลองเพื่อใช้บำบัดโรคมะเร็งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบรับมา
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์แบบเจาะทริคหลอก):

ก. ต่อมน้ำตา...: เป็นด่านหน้า (ภูมิคุ้มกันไม่จำเพาะ)

ข. (ข้อนี้ถูก): CAR-T cell คือการเอา T-cell ของผู้ป่วยออกมา "ตัดต่อพันธุกรรมติดอาวุธ" ในหลอดทดลอง แล้วฉีด กลับเข้าไปรับใช้ร่างกาย (Adoptive transfer) ซึ่งหลักการนี้นับรวมอยู่ในหมวด ภูมิคุ้มกันแบบรับมา เพราะร่างกายไม่ได้กระตุ้นสร้างความจำเพาะนั้นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

ค. ในพลาสมาของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 ที่หายจากโรคแล้ว มี Antibody ซึ่ง "ได้รับมาจากผู้ไม่เคยติดเชื้อ"...: ประโยคนี้คือ ข้อสอบวางกับดัก!! พลาสมาของผู้ป่วยที่หายแล้ว ต้องมี Antibody ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง หรือรับมาจาก "ผู้ที่เคยติดเชื้อและหายแล้ว" เท่านั้น!

ง. Macrophage...: เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบ "ไม่จำเพาะ"

ข้อที่ 97. ชายหนุ่ม Rh+ แต่งงานกับหญิงสาว Rh- ตั้งครรภ์ลูกคนแรกมี Rh+ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
เฉลย: ค. มารดาจะสร้าง Antibody ต่อ Antigen จากลูก
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับโรค Erythroblastosis fetalis

ก. ลูกคนแรกเสียชีวิตในครรภ์มารดา: ผิดครับ "ลูกคนแรกจะรอดชีวิตปลอดภัยดี" เพราะระหว่างตั้งครรภ์ เลือดแม่กับลูกไม่ได้ผสมกัน แต่ตอน "คลอด" รกจะลอกตัว ทำให้เลือดลูก (Rh+) หลุดรอดเข้าไปในกระแสเลือดแม่ (Rh-)

ค. (ข้อนี้ถูก): เมื่อเลือดลูกเข้าไปตอนคลอด ร่างกายแม่จะเห็นว่า Antigen Rh เป็นสิ่งแปลกปลอม แม่จึง "สร้างภูมิคุ้มกัน (Anti-Rh antibody)" เตรียมรบไว้!

ข. ลูกคนที่สองที่มี Rh+ จะรอดชีวิต: นี่แหละตัวอันตราย! ถ้ายอมปล่อยให้แม่สร้าง Antibody ไปแล้ว ท้องคนที่สอง (Rh+) Antibody ตัวนี้จะสามารถมุดผ่านรกเข้าไปโจมตีเม็ดเลือดแดงของลูกคนที่สองจนแตกกระจาย ทำให้แท้งหรือเสียชีวิตได้ (ต้องแก้ด้วยการฉีดยา RhoGAM ให้แม่หลังคลอดคนแรก)

ง. มารดาจะเสียชีวิต...: ผิดครับ แม่ไม่เป็นไรเลย คนที่รับกรรมคือลูกคนที่สอง

ข้อที่ 98. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับกลไกการแพ้อาหารทะเล
เฉลย: ข. Antibody ที่เกี่ยวข้องกับอาการแพ้อาหารทะเลเป็นชนิด IgE
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์):

อาการแพ้ (Allergy / Type I Hypersensitivity)

ก. โปรตีนในอาหารทะเลทำหน้าที่เป็น Antibody...: ผิด! สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาก่อเรื่องเรียกว่า Antigen หรือ Allergen (สารก่อภูมิแพ้) ต่างหาก

ข. (ข้อนี้ถูก): ร่างกายคนที่แพ้จะสร้าง Antibody ชนิด IgE (Immunoglobulin E) ออกมามากผิดปกติ และไปเกาะสแตนด์บายอยู่ที่ผิวของเซลล์ Mast cell

ค. เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการแพ้คือ Neutrophil และ Monocyte: ผิด! พระเอก (หรือผู้ร้าย) ของงานนี้คือ Mast cell และ Basophil ที่จะปล่อยสาร Histamine ออกมาทำให้หลอดเลือดขยายตัว บวม แดง คัน

ง. การตอบสนองของการแพ้อาหารทะเลเป็นภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ: ผิด! การแพ้เกิดจากการจดจำเฉพาะเจาะจงของ Antibody (IgE) จึงเป็นภูมิคุ้มกันแบบ "จำเพาะ" ที่ทำงานโอเวอร์เร่งเครื่องแรงเกินไป

ข้อที่ 99. จากกราฟที่กำหนด ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ
เฉลย: ก. หมายเลข 1 คือ IgM สร้างขึ้นได้จากการกระตุ้น B lymphocytes ให้เจริญเป็น Plasma cell
อธิบายเจาะลึก (วิเคราะห์ทุกช้อยส์เทียบกับกราฟ):

กราฟรอบแรก (Primary Response): ร่างกายเจอเชื้อโรคครั้งแรก B-cell เพิ่งหัดรบ จะสร้าง Antibody ชนิด IgM (หมายเลข 1) ออกมาก่อนเป็นแนวหน้า จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นชนิด IgG (หมายเลข 2) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าตามมา

กราฟรอบสอง (Secondary Response): รับเชื้อเดิมอีกครั้ง ร่างกายมี Memory B-cell (เซลล์จดจำ) แล้ว จึงปั๊ม IgG (หมายเลข 4) ออกมาได้แบบพุ่งทะยาน รวดเร็ว และปริมาณมหาศาล! ส่วน หมายเลข 3 ก็คือการสร้าง IgM เล็กๆ น้อยๆ เหมือนเดิม

ก. (ข้อนี้ถูกเป๊ะ!): หมายเลข 1 คือ IgM ที่เกิดจาก B-cell ปกติถูกกระตุ้นให้กลายเป็น Plasma cell ในการตอบสนองครั้งแรก

ข. ผิด เพราะหมายเลข 2 คือ IgG

ค. ผิด เพราะหมายเลข 3 คือ IgM

ง. ผิด แม้หมายเลข 4 จะเป็น IgG แต่การสร้างที่พุ่งปรี๊ดขนาดนี้เกิดจากการทำงานของเซลล์ความจำ (Memory B-cell) ที่มีสแตนด์บายไว้อยู่แล้ว ไม่ใช่ B-lymphocytes ทั่วไป

ข้อที่ 100. เมื่อมีบาดแผลที่ผิวหนังของมนุษย์เป็นครั้งแรก ร่างกายจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในข้อใด
เฉลย: ข. Neutrophil ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรค... พร้อมทั้งนำเสนอ Antigen ต่อ Cytotoxic T cell (ข้อนี้มีจุดบกพร่องทางทฤษฎีเล็กน้อย)
อธิบายเจาะลึก (ทำไมถึงวิเคราะห์แบบนี้?):

ก. Lymphocyte... กำจัดเศษเซลล์: ผิดแน่นอน เพราะหน้าที่เก็บกวาดขยะและเศษเซลล์ตายคือหน้าที่ของ Phagocyte (แมคโครฟาจ/นิวโทรฟิล) ไม่ใช่ทหารจำเพาะอย่าง Lymphocyte

ค. เม็ดเลือดแดงจะเคลื่อนที่มาอุดแผลและหลั่ง Clotting factor: ผิดเต็มๆ คนที่มาอุดแผลและหลั่งสารคือ "เกล็ดเลือด (Platelet)" ไม่ใช่เม็ดเลือดแดง!

ง. ทำให้ Memory cell เปลี่ยนแปลงเป็น Plasma cell: ผิดอย่างแรง เพราะโจทย์บอกชัดเจนว่า "เป็นครั้งแรก" ร่างกายจึงยังไม่มี Memory cell สะสมไว้เลย!

⚠️ ข. Neutrophil ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผล (ท่อนนี้ถูก 100%) ...พร้อมทั้งนำเสนอ Antigen ต่อ Cytotoxic T cell (ท่อนนี้คลาดเคลื่อนทางทฤษฎี):

ความจริงคือ: Neutrophil จับกินเชื้อโรคเก่งมาก แต่มัน ไม่ใช่ เซลล์นำเสนอแอนติเจนมืออาชีพ (Professional APC) ตัวที่ทำหน้าที่พรีเซนต์ Antigen ต่อ T-cell เก่งๆ คือ Macrophage และ Dendritic cell ต่างหาก (และมักจะนำเสนอให้ Helper T-cell ด้วย ไม่ใช่ Cytotoxic!)

ทำไมถึงต้องตอบข้อนี้?: เพราะในข้อสอบที่ตัวเลือกอื่น (ก, ค, ง) ผิดล้านเปอร์เซ็นต์ ข้อ ข. จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด(ตามเจตนาอิงหลักสูตรที่บางครั้งเหมารวม Phagocyte) ที่ควรเลือกเพื่อเก็บคะแนนไปครับ!